Find us on Facebook

Facebook

Meena Sobsamai ชอบ

ทำเครื่องหมายว่าคุณชื่นชอบ
Childbirth&Breastfeeding Foundation of Thailand

About me

ภาพถ่ายของฉัน
Mother of two,Midwife-IBCLC,craft lover...ตามไปดูได้ที่ www.birthababy.com

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

วิธีการบีบน้ำนมแม่จากเต้ามีผลต่อสารอาหารในน้ำนม

Study: Pumping method affects milk composition for preterm infants

Following on their study on milk volume and method of expression, which showed that a combination of pumping and hand expression (a technique termed "hands on pumping") yields more milk for preterm infants, a team at Stanford University School of Medicine has shown that pumping method also affects milk composition.
The study, led by Dr. Jane Morton, found:
The researchers’ findings confirmed that moms [of very preterm infants] who used hands-on pumping had higher fat content in their milk than women relying on electric pumps alone...
“People have suspected that mothers would be able to get more fat-rich milk with hands-on pumping but it’s never been demonstrated before,” said Jane Morton, MD, a community pediatrician who was the new paper’s first author. The suspicion arose because milk composition changes during a feeding, shifting from more-dilute milk at first to richer, higher-fat “hindmilk” at the end. Because of its high fat content, the hindmilk is more viscous, which may explain why it’s difficult to remove this milk with an electric pump alone. But extracting more high-fat hindmilk could give preemies an important calorie boost.
Dr. Morton says that her next research question is whether this higher-fat milk is sufficient to meet preemies' needs without the use of human milk fortifier. This fortifier, with the exception of the human-milk product made by Prolacta Bioscience, is made from cow's milk. Cow's milk products have been shown to increase the risk of the life-threatening condition necrotizing enterocolitis.

Ricki Lake on "The View" - 10/22/07

More Business of Being Born Trailer

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

นมแม่ กับยาค้องห้าม

คุณแม่ยังอยู่ในช่วงให้นมลูกเวลาจะกินหยูกกินยา ส่วนใหญ่จะระมัดระวังเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่อาจมีบางเรื่องที่หลงลืมไปบ้าง มาติดตามข้อมูลรายละเอียดกันดีกว่าค่

นี่แหละ...ยาต้องห้าม



ยาที่กินโดยไม่มีความจำเป็น : ไม่ได้ผ่านการวินิจฉัยอย่างถูกต้องจากแพทย์ เช่น เพื่อนบอกว่านี่ดีนั่นดีกินไว้สิ ยานี้ช่วยโน่นยานี้ช่วยนี่ เลิกเถอะค่ะ จะได้ไม่ต้องไปเสี่ยงกับปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ที่จะทำให้คุณแม่แข็งแรงและบำรุงดีคงไม่มีอะไรดีไปกว่ากินอาหารที่มีประโยชน์ กินให้ครบห้าหมู่ พักผ่อนให้เพียงพอตามภาวะที่เหมาะสมของแม่หลังคลอด ออกกำลังกายและได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง อย่างอื่นน่ะมันของปลอมๆ ทั้งนั้น

ยาที่ไม่รู้จักมันจริง : ทั้งส่วนประกอบ สรรพคุณ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการใช้ยา ไม่ว่าจะเป็นแผนปัจจุบัน แผนสัปปายะไทย สัปปายะเทศ หรือพวกแผนอนาคต อันนี้ยิ่งน่ากลัวใหญ่ พวกมาใหม่เอี่ยมเพิ่งทดลองมาเสร็จแล้วออกใช้เลย อย่าเชียวค่ะ

 
ยาทางเลือก : ประเภทอาการที่ไม่ต้องใช้ก็ได้ยา โดยไม่เกิดอันตราย เช่น คุณแม่เริ่มมีไข้ คุณแม่อาจใช้ยาลดไข้ได้ แต่คุณแม่ก็อาจชะลอการใช้ยาโดยลองดื่มน้ำเยอะๆ เช็ดตัวบ่อยๆ ดื่มน้ำส้มคั้นเพื่อเพิ่มวิตามินซีสดๆ อันนี้ในยามที่ไข้ไม่สูงมากนักค่ะ

ยาอันตราย : ถูกระบุว่าเป็นอันตรายทุกชนิด ก่อนใช้ต้องไตร่ตรองให้ดี พบแพทย์และให้ทราบข้อดีข้อเสีย ผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดกับทั้งแม่ น้ำนมของแม่และสุขภาพของลูก หลีกเลี่ยงได้เป็นดีที่สุด

ยาปฏิชีวนะ
ยาปฏิชีวนะที่แพทย์เห็นสมควรให้กินเมื่อจำเป็น เพราะมีการอักเสบติดเชื้อรุนแรงจนต้องได้รับยาจนครบ แล้วคุณแม่เบื่อที่จะกินก็เลิกเอง อันนี้ห้ามเด็ดขาด เพราะอาจนำไปสู่การดื้อยาของเชื้อโรคทำให้การรักษาในอนาคตยากขึ้น ควรปรึกษากับแพทย์ที่ดูแลอยู่ให้แน่ชัดว่าควรปฏิบัติอย่างไร ถามทางเลือกก่อนการเริ่มยา เมื่อเริ่มแล้วไม่ควรถอย ยาตัวนี้สำคัญเพราะต้องป้องกันไว้ตั้งแต่ตอนคลอด หลายตัวสามารถถ่ายทอดมาถึงลูกระหว่างการคลอด และหลายตัวมีฤทธิ์ตกค้างหลังลูกเกิดอีกต่างหาก เช่น ยาแก้ปวดที่ได้มักทำให้ลูกง่วงนอน กดกลไกการดูดกลืน suckling’s reflex rooting’s reflex ของลูกในช่วงแรกๆ ยาบางตัวอาจทำให้ลูกมีโอกาสตัวเหลืองมากกว่าปกติค่ะ

ยาทาถู สูดดม เครื่องสำอาง รักษาสิว
ยาทาถู : ใช้ทาผดผื่นคัน บรรดาเม็ดต่างๆ หรือที่คัน แสบ พุพองทั้งหลาย ยาทาหลายตัวมีพวกสเตรียรอยด์ ไม่ควรใช้ แต่ถ้าใช้ต้องระมัดระวังเพราะหากใช้ไม่ถูก อาจจะทำให้อาการลุกลามมากขึ้นและถ้าใช้นานๆ ก็จะเป็นปัญหาอีกเช่นกัน

ยารักษาสิว : ทำผิวให้ขาวผ่องทั้งหลายอาจมีส่วนผสมที่เป็นอันตราย คุณแม่ที่หวังจะใช้ยากำจัดริ้วรอยคราบไคลดำๆ รอยฝ้าที่เกิดหลังคลอด คงต้องบอกว่าอย่าเลยคะ สิ่งเหล่านี้เกิดเพราะฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ รอการปรับของฮอร์โมนสักหน่อยแล้วค่อยปรึกษาแพทย์ ถ้าอยากใช้ยา แต่จริงๆ แล้วยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมาก เช่น การใช้สมุนไพร การไม่ตากแดด การทาครีมกันแดด ฯลฯ ให้เลือกอีกหลายอย่าง เครื่องสำอางทั่วไปที่ปลอดภัยก็ใช้ไปเถอะค่ะ แต่งเติมให้สดชื่นสวยงามบ้างพองาม เพราะถ้ามัวแต่หมกมุ่นกับความสวยของตัวเองก็จะหมดเวลาไปไม่ได้มาใส่ใจกับลูก น่าเสียดาย พยายามหลีกเลี่ยงการย้อมผม การโกรกสีผม นานๆ ทำทีก็พอไหวแต่สีผมธรรมชาติก็ไม่ได้น่ารังเกียจตรงไหนนะคะ

ยาสูดดม : กลิ่นหอมปลอดภัยตามธรรมชาติสนับสนุนให้ใช้เพื่อการผ่อนคลาย จะดมกลิ่นหอมของดอกมะลิริมรั้ว กลิ่นยูคาลิปตัส คาโมมายก็ได้ทั้งนั้น ดมพอหอมชื่นใจ แต่ที่ต้องให้ระวังก็พวกสเปรย์ ทินเนอร์ กลิ่นสารเคมีซึ่งผลกระทบคงเป็นที่สุขภาพคุณแม่ อาจจะหน้ามืดวิงเวียน หรือถึงกับหมดสติถ้าสูดหายใจเข้าไปมาก ไอ้ที่จะผ่านไปถึงลูกนั้นน้อยมากแต่ก็อยากให้ระมัดระวัง หลีกเลี่ยงไม่สัมผัสโดยตรง เอาผ้าปิดปากปิดจมูกเมื่อเจอกลิ่นสารเคมี

คราวนี้คงกระจ่างแล้วว่ายาแบบไหนต้องห้าม แบบไหนให้ระมัดระวังเวลาใช้ แบบไหนปลอดภัย ก็น้ำนมแม่มีค่าสำหรับลูกเกินกว่าจะปล่อยปละไม่สนใจนี่ค่ะ






































 

นมแม่...ช่วยลดหุ่น

มแม่...ช่วยลดหุ่น
โดย: มีนะ สพสมัย
อยากจะบอกว่านมแม่เป็นอีกตัวช่วยหนึ่ง ให้คุณลดหุ่นได้จริงๆ นะเออ...
สวยใสฟิตเปรี๊ยะหลังคลอดเป็นยอดปรารถนาของคุณแม่ ดิฉันอยากจะบอกว่านมแม่เป็นอีกตัวช่วยหนึ่ง ให้คุณลดหุ่นได้จริงๆ นะเออ...

หุ่นผอมกับนมแม่...เกี่ยวกันตรงไหน?
ตอนตั้งครรภ์คุณแม่จะมีการเก็บสะสมไขมันส่วนเกินเอาไว้ตามต้นแขน สะโพก และหน้าท้องประมาณ 2-4 กิโล (ถ้าน้ำหนักตัวขึ้นมาก ไขมันก็จะมีมากขึ้นตามลำดับ) ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการสร้างน้ำนมเป็นจำนวน 200-300 กิโลแคลอรีต่อวันนาน 3 เดือน
อีกนัยหนึ่ง คุณแม่ที่ต้องให้ลูกกินนมแม่ ต้องการพลังงานและสารอาหาร ประมาณ 500 กิโลแคลอรี ถ้าน้ำหนักตัวของคุณแม่ไม่ลดเร็วจนเกินไป ก็จะสามารถผลิตน้ำนมได้อย่างพอเพียง โดยทั่วไปจึงแนะนำให้คุณแม่บำรุงอาหารและพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะต้องเลี้ยงดูลูก มีงานเพิ่มขึ้นมากมาย แถมเวลานอนหลับก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง บางตำราจึงไม่แนะนำให้ควบคุมน้ำหนักตัวคุณแม่ในช่วงหกเดือนแรกหลังคลอดค่ะ
น้ำหนักลดลงได้อย่างไร?
คนส่วนมากจะลดน้ำหนักด้วยวิธีการลดอาหาร โดยอาศัยหลักที่ว่า ถ้ากินมากไปกว่าที่ใช้ก็เหลือเก็บสะสม นั่นหมายความว่าคุณก็จะอ้วนขึ้น ถ้ากินน้อยกว่าที่ใช้ก็จะดึงเอาของที่สะสมไว้มาใช้ คุณก็จะน้ำหนักตัวลดลง
แต่ในความเป็นจริง เราต้องใช้พลังงานในกิจกรรมสำคัญมากมาย เช่น การรักษาสมดุลของอุณหภูมิของร่างกาย การทำให้เกิดการไหลเวียนเลือด การบีบรัดตัวของหัวใจ แม้กระทั่งการย่อยอาหาร การสร้างน้ำนม และการเลี้ยงดูลูก ดังนั้นทางเลือกในการลดน้ำหนักอาจแบ่งได้เป็นสองทาง ทางแรกคือกินให้น้อยลง ทางที่สองคือใช้พลังงานให้มากขึ้น ข้อหลังนี้จึงเข้าทางคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองค่ะ
อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำดีหรือไม่
ร่างกายของคุณแม่ยังต้องการพลังงานจากแหล่งอาหารพวกแป้งอยู่ ถ้าเรากินน้อยเกินไป ร่างกายจะไปดึงพลังงานจากไขมันมาใช้ ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้เกิดของเสียที่เรียกว่า คีโตน (Ketone bodies) ถ้ามีมากเกินไปจะไปรบกวนระบบการเผาผลาญของร่างกาย แถมยังทำให้รสชาติของน้ำนมคุณแม่เปลี่ยนไป เหมือนกับกรณีที่มีการออกกำลังอย่างหนัก จนมีการสลายของกล้ามเนื้อออกมาเป็นกรดแลคติด ดังนั้นสองกรณีนี้อาจทำให้รสชาติน้ำนมแม่เปลี่ยนไปได้
คุณแม่จึงควรกินอาหารแป้งอย่างพอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยเกินไป เพราะอาจพาลขาดสารอาหารตัวอื่นไปด้วย และเวลาที่อาหารไม่พอคุณแม่ก็จะหิว อ่อนเพลีย หมดแรง อารมณ์หงุดหงิด ซึ่งก็ไม่ดีทั้งคุณแม่และทุกคน น้ำนมก็เหือดหายไปด้วย เพราะไม่พร้อมทั้งร่างกายอารมณ์ และจิตใจ
วิธีเด็ด...ช่วยลดน้ำหนัก
1. ลดปริมาณอาหารไขมัน ขนมหวาน รวมทั้งลดการเติมน้ำตาลลงไปในอาหาร
2. เพิ่มการกินอาหารที่มีกากไยสูง เช่น ผักใบเขียว ผลไม้สด
3. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอให้มากกว่า 10 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 2 ลิตร แต่ถ้าจะเลือกเป็นน้ำผลไม้ก็พอไหว
4. ห้ามใจจากของหมักดอง อาหารกระป๋อง และเครื่องดื่มที่มีคาแฟอีน
5. ระวังอย่าให้น้ำหนักตัวลดลงมากกว่า 1-2 ปอนด์ (2-4 กิโลกรัม) ต่อสัปดาห์ หรือ มากกว่า 4.5 ปอนด์ ( 8-9 กิโลกรัม) ต่อเดือน
6. ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอเพื่อทำให้กล้ามเนื้อกระชับและแข็งแรง แถมยังทำให้คุณได้ผ่อนคลายและรู้สึกดีกับรูปลักษณ์ของคุณ
7. ห้ามเด็ดขาดที่จะใช้ยาในการลดน้ำหนัก เพราะเป็นอันตรายต่อทั้งตัวคุณและมีผลกระทบถึงลูกได้
8. มั่นใจเสมอว่าน้ำนมของคุณดีที่สุดสำหรับลูก และเมื่อคุณให้ลูกกินนมบ่อยๆ ตามที่ลูกต้องการอย่างสม่ำเสมอ น้ำนมของคุณก็ไม่มีวันเหือดแห้ง และวิธีนี้ก็เป็นวิธีที่จะทำให้คุณได้พบกับความงามทั้งเรือนร่างและจิตใจที่เปี่ยมสุขค่ะ
รู้หรือเปล่าว่า...
- จากการศึกษาพบว่า 4 ใน 5 ของคุณแม่ที่ให้นมลูกโดยไม่มีการจำกัดอาหารรับประทานสามารถลดน้ำหนักลงไปได้ 1.5 ปอนด์ต่อเดือน ใน 4 -6 เดือนแรกหลังคลอดและจะลดลงได้อีกหลังจาก 6 เดือนไปแล้ว
- อีกการศึกษาหนึ่งพบว่าหลังคลอด 6 เดือนไปแล้ว แม่ที่ให้ลูกกินนมแม่มีน้ำหนักใกล้เคียงกับตอนก่อนตั้งครรภ์มากกว่าแม่ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตนเอง
เอกสารอ้างอิง
1. Katherine D. et. al. “weight loss during lactation : Are low carbohydrate diets a good choice? jounal of Human lactation vol.20 no.3 August 2004
2. Eiger S M, The complete book of breastfeeding ,3rd edition,workman publishing company,Inc. , 1999
3. Worthingtong-Robert and Willium S.,Nutrition in Pregnancy and lactation,5th edition,Mosby,1993
4. Iinstitute of Medicine . Nutrition during lactation.1991.National Academy Press.Washington DC
5. Intensive course in Breastfeeding phase I (Handbook) Texas Department of Health.
จาก:ดวงใจพ่อแม่

“ทำอึ๋ม” อุปสรรคให้นมแม่ (???)

“ทำอึ๋ม” อุปสรรคให้นมแม่ (???)
เรื่อง : มีนะ สพสมัย

 
เรื่องความสวยความงานเป็นเรื่องยอมกันไม่ได้สำหรับผู้หญิงเราค่ะ หลายคนจึงตบเท้าเข้าพึ่งมีดหมอ ถ้าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องของหน้าอกหน้าใจนี่สิต้องคิดหนักหน่อย เพราะหลายคนสงสัยว่าถ้าไปทำอึ๋มมาแล้ว จะให้นมลูกเองได้ไหมน้า... ถ้าอย่างนั้นเราไปหาคำตอบด้วยกันดีกว่านะคะ

ความกังวลต่อการผลิตน้ำนม

การผ่าตัดเต้านมที่จะพูดถึงนี้ เป็นการทำศัลยกรรมตกแต่งเพื่อการลดหรือเพิ่มขนาดของเต้านม ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องคือ เรื่องของการตัดเอาท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนม และเส้นประสาทออกไปหรือไม่ เพราะอาจทำให้กลไกน้ำนมพุ่ง "Let Down Reflex" ขาดหายไป การส่งกระแสประสาทให้เกิดการสร้างน้ำนมก็จะลดลงหรือหายไปได้ ถ้ายังคงอยู่ดีก็ไม่มีผลกระทบโดยตรงกับการให้นมค่ะ และยังสามารถใช้หลักการเดิม คือ 3 ดูด ดูดโดยเร็ว ดูดบ่อย ดูดถูกวิธี ยิ่งดูดมากน้ำนมยิ่งมากได้เหมือนเดิมค่ะ

การเพิ่มขนาดเต้านมอาจทำโดยการสอดใส่ถุงน้ำเกลือ หรือถุงซิลิโคนเข้าไปใต้เต้านม สมัยนี้มักสอดเข้าบริเวณรักแร้หรือบริเวณอื่นที่ไม่มีการตัด ตกแต่งบริเวณหัวนม กลุ่มนี้มักไม่มีปัญหาจากการตัดท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนม ต่างจากกลุ่มที่ตัดหรือลดขนาดของเต้านม ที่มักมีการตกแต่งบริเวณหัวนม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมีความแตกต่างกันตามเทคนิคที่แพทย์ แต่ละท่านทำและการให้ความสำคัญกับการให้นมลูก โดยเฉพาะคุณ ๆ ที่ตัดสินใจทำศัลยกรรมประเภทนี้ในวัยที่ยังอาจมีลูกได้ ถ้ายังไม่ทราบว่าผ่าตัดแบบไหนก็คงต้องถามแพทย์ที่ทำให้ค่ะ
คุณแม่ที่ผ่าตัดหน้าอกมาอาจลังเลว่า ให้นมลูกแล้วเต้านมจะเสียทรงจากที่ทำมา อันนี้คงต้องหยั่งใจตัวเองให้ดีว่าจะเลือกอะไร มีการผ่าตัดเสริมเต้านมหลายแบบ ที่ไม่ทำให้เกิดผลกระทบจากการให้ลูกกินนมจากเต้าเลย อาจกระทบบ้างจาการมีน้ำนมเพิ่มขึ้น ทำให้คัดตึงมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบ้างเล็กน้อยแบบที่ยอมรับได้

จะเสริมหรือตัด ก็ไม่มีปัญหา...

โดยส่วนใหญ่จะพบว่า แม่หลังจากผ่าตัดเสริมเต้านม สามารถประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้เท่ากับคนที่ไม่ได้ผ่าตัด มีบางรายที่มีอาการชาหรือหมดความรู้สึกที่บริเวณลานนม หรือหัวนมซึ่งอาจใช้เวลาในการฟื้นฟูกลับเป็นปกติได้ในเวลา 6 เดือนหลังผ่าตัด หรือบางรายอาจเป็นถึง 2 ปีแล้วแต่กรณี ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดอาจรู้สึกไม่มั่นใจว่า จะมีน้ำนมพอให้ลูกกินหรือไม่ ขอแนะนำให้ทำในสิ่งต่อไปนี้



  • พยายามอย่าใช้ความรู้สึกเป็นตัวตัดสินดูที่สุขภาพลูกเป็นหลัก
  • หมั่นให้ลูกกินนมอย่างสม่ำเสมอ กินอย่างถูกวิธี
  • สวมเสื้อยกทรงหรือมีสิ่งประคับประคองเต้านมไว้เสมอ โดยไม่ให้หลวมหรือคับแน่นจนเกินไป
  • อย่าให้มีการดึงรั้งหัวนมหรือเต้านม เช่น การดึงเอาหัวนมออกจากปากลูก ฯลฯ
  • ดูแลตนเองโดยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อน และมีจิตใจที่แจ่มใส
  • ถ้าจำเป็นต้องกระตุ้นน้ำนมให้ลูกดูดกระตุ้นที่เต้าก่อนเสมอ
  • สามารถบีบเก็บน้ำนมด้วยมือหรือปั้ม เพื่อใช้เสริมให้ลูกในกรณีที่จำเป็น โดยให้นมลูกผ่านทางสายยางขนาดเล็ก หรือใช้หยดที่มุมปากตอนดูดจากเต้าก็ได้
  • ใช้การเสริมด้วยนมชงเป็นทางเลือกสุดท้าย ถ้าแสดงอาการน้ำนมที่ได้ไม่พอ
รู้ถึงการให้นมแม่หลังจากการทำศัลยกรรมเต้านมกันแล้วนะคะว่า เป็นอย่างไร คงจะช่วยคุณแม่ประกอบการตัดสินใจได้นะคะ ฉะนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทำศัลยกรรมครั้งใด คุณแม่ควรจะพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างถี่ถ้วนก่อนเป็นดีที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้วของปลอมไหนเลยจะสู้ของธรรมชาติให้มาได้ล่ะคะ









วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

ลอร่า-ศศิธร วัฒนกุล รุกเปิดหนังสือ M.O.M Academy - ฟูมฟัก “รัก”สไตล์ ลอร่า - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

นางศศิธร วัฒนกุล (ลอร่า) พิธีกรและนักเขียน เปิดเผยว่า “สำหรับการออกหนังสือเล่มใหม่นี้เป็นครั้งที่ 6 ซึ่งแตกต่างจากเล่มอื่นๆ เดิมเขียนแบบไดอารี่ เล่มนี้จึงมีจุดเด่นเป็นการเขียนที่มาจากบทบาทการเป็นนักข่าว ซึ่งรับเป็นคอลัมนิสต์ ในคอลัมน์ “ชวนคุยชวนคิด กับ Mrs..LAURA” ของหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ สามารถหาคำตอบที่คุณแม่ทุกคนต้องการ เฟ้นหาผู้เชี่ยวชาญมาตอบคำถาม นำมาปรุงแต่งให้เกิดอรรถรสน่าอ่าน
หนังสือ M.O.M Academy ได้แรงบันดาลใจมาจากการสะสมความรู้และโอกาสในการพบผูเชี่ยวชาญผ่านงานด้าน สื่อสารมวลชนซึ่งมีโอกาสได้เจอข้อมูลและผูเชี่ยวชาญหลากกหลายสาขาวิชา ประกอบกับการมีลูก ทำให้เกิดมุมมองใหม่ๆ ซึ่งบทบาทชีวิตแม่ที่มีอยูในชีวิตจริง จึงต้องการถ่ายทอดให้คนอื่นๆ ได้อ่าน แล้วสามารถนำบทเรียนชีวิตแม่มาปรับใช้ เนื่องจากไม่มีบทเรียนไหนตายตัว เน้นกลุ่มเป้าหมายหลากหลายสถานะ เริ่มตั้งแต่คู่แต่งงานใหม่ๆ การคิดจะมีลูกน้อย การใช้ชีวิตคู่อย่างไร ไปจนถึงกระทั่งคู่แต่งงานที่คิดเรื่องการหย่า เรียกได้ว่าครบทุกความต้องการ ”

สำหรับหนังสือเล่มนี้มี 4 บทเรียนใหญ่ๆ นำเสนอ บทแรก - "คิด คิด คอย คอย เจ้าหนูน้อยลูกรัก" ภายในบทนี้จะเชิญชวนให้พ่อแม่รู้จักวิธีการคิดเชิงสร้างสรรค์ของพ่อแม่ การวางแผนการมีสมาชิกใหม่เพิ่ม ซึ่งมีการวางแนวทางวิธีคิดถึงความรู้สึกของเด็ก การแก้ปัญหารวมไปถึงการเข้าใจลูกในแต่ละช่วงวัยได้มากขึ้น
โดยบทนี้พ่อแม่ยุคใหม่พลาดไม่ได้กับ ข้อคิดของท่านรองศาสตราจารย์ ดร.โจน อี เดอร์แรนท์ นักจิตวิทยาคลินิกเด็กและนักวิชาการสังคมศาสตร์ครอบครัว ประเภทแคนาคา เป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Positive Discipline : การสร้างวินัยเชิงบวก มี 4 กฏ ซึ่งเป็นรากฐานวิธีคิดให้เป็นขั้นตอนของพ่อแม่ค่อยๆ ฝึกฝนไปเรื่อยๆ ในที่สุดวิธีคิดจะค่อยๆ เปลี่ยน และในที่สุดจะกลายเป็นพ่อแม่ที่มีความสร้างสรรค์ดั่งพ่อแม่ในฝันของลูกๆ ทุกคน

บทเรียนที่ 2 คือ "สองมือนี้ที่สร้างโลก" เผยเคล็ดไม่ลับในการลงมือปฎิบัติจริงในการสร้างครอบครัวไม่ว่าจะเป็น เคล็ดไม่ลับการสร้างลูกชาย เคล็ดไม่ลับการให้นมแม่ในรูปแบบใหม่ซึ่งน่าทึ่งกับข้อมูลการค้นคว้าวิจัยของ แพทย์หญิงคริสติน่า เอ็ม สไมลี่ เด็กทารกมีความสามารถในการหาอาหารกิน
โดยการตามหาแหล่งอาหารเอง ซึ่งมีคุณแม่เป็นตัวสนับสนุนเท่านั้นเอง นอกจากนี้ยังมีวิธีการให้นมลูก การปลอบโยน คุณแม่ต้องใช้สัญชาตญาณสังเกตลูกน้อยในแต่ละอิริยาบถเพื่อเข้าถึงลูกมากยิ่ง ขึ้น
นอกจากนั้นยังมีเคล็ดไม่ลับในการสร้างแบบฝึกหัดชีวิตในแต่ละช่วงวัย เช่น วัยกระเตาะแตะ วัยเริ่มสำรวจ วัยเรียน วัยรุ่น โดยมีสาระสำคัญจากข้อมูลงานวิจัย นายแพทย์สุริเดว ทรีปาตี และคณะ เผยเด็กไทยไร้ต้นแบบนานัปการ จะแก้อย่างไร และพลาดไม่ได้กับการลงมือไขความลับทางความคิดของเด็กด้วย เทคนิคการอ่านภาพจากความคิดของเด็กๆ และแถมท้ายรวมไปถึงการท่องเที่ยวเพื่อเสริมทักษะให้แก่ลูก

ส่วนบทเรียนที่ 3 " เติมรักให้เต็มครอบครัว " : ในบทนี้จะกล่าวถึงการใช้ชีวิตคู่ให้เข้าใจธรรมชาติของผู้ชายมากขึ้น ตัวอย่างในบท สยบชายไทยให้อยู่หมัดได้รับความรู้จาก ดร.อุบลวรรณ มีชูธน นักจิตวิทยาด้านวัฒนธรรมไทย มูลนิธิเมืองไทยเกื้อกูล ได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับค่านิยมอันเป็นลักษณะเฉพาะบาง ประการของคนไทย ต้องยอมรับในค่านิยมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด 6 ประการคือ
1. คนไทยอีโก้แรง เช่นเดียวกับชายไทยอีโก้แรง
2. ค่านิยมเรื่องการกตัญญูรู้คุณ เช่นเดียวกับชายไทยให้รู้คุณค่าในตัวเขา
3.ความนิยมแห่งความอ่อนสุภาพเช่นเดียวกับชายไทยที่ต้องการความอ่อนสุภาพ
4.ค่านิยมแห่งการยืดหยุ่น เช่นเดียวกับชายไทยต้องการความยืดหยุ่น
5.ค่านิยมเรื่องการพักอาศัย เช่นเดียวกับชายไทยต้องการการแบ่งเบาภาระ
6. เรื่องอารมณ์ขัน เช่นเดียวกับการที่ชายไทยชอบอารมณ์ขัน สูตรเด็ดนี้หญิงไทยรีบอ่านนำไปทดลองปฏิบัติเป็นการเข้าใจอีกฝ่ายได้อย่างดี เยี่ยม บทนี้หมั่นเติมความรักระหว่างสามีภรรยา รวมทั้งคำแนะนำจากอฺธงชัย ประดับชนานุรัตน์ หากเริ่มคิดจะแยกทางกันควรทำอย่างไร ซึ่งผู้อ่านจะได้มีวิธีคิดที่แยบยลขึ้นเพราะเป็นการตัดสินชะตาชีวิตคู่ที่ ต้องรอบคอบมากที่สุด

บทสุดท้าย บทเรียนที่ 4 ภาคพิเศษ " เพื่อการกล่อมเกลาสู่วัยพรีทีน " ในกลุ่มอายุ 7-12 ปี ได้รับการอนุเคราะห์ข้อมูลโดย พ.ญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ผู้อำนวการสถาบันราชานุกูล เผยว่า ปัจจุบันเด็กเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตอายุเพียง 9 ปี แตกต่างจากเมื่อก่อนสถิติอยู่ที่ 12 ปี ซึ่งรวดเร็วมากขึ้นในการรับข้อมูลข่าวสาร และในอนาคตจะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ
บทเรียนนี้เหมาะกับพ่อแม่ที่ลูกกำลังเตรียมเข้าสู่วัยรุ่น 1.ให้ลูกมีความสามารถในการคิดและตัดสินใจตัวเอง 2.ให้ลูกมีกิจกรรมเสริมเพราะจะช่วยให้เด็กไม่ติดไปกับบางสิ่งบางอย่างเมื่อ เป็นวัยรุ่น และ 3. การให้ลูกมีความสนใจช่วยเหลือคนรอบข้างเพื่อจะได้เข้าใจคนรอบข้างคิดอย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับคนอื่นๆ บ้าง พ่อแม่ต้องยอมรับเปิดใจ
โดยเปิดโอกาสให้ลูกได้พูดในสิ่งที่เขาคิด ด้านการพัฒนาความคิดของเด็กวัย 7-12 ปี เริ่มต้นด้วยการใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่ แล้วเกิดกระบวนการเกิดความเข้าใจตนเองผ่านความเข้าใจพ่อแม่ จากนั้นก็จะเริ่มพัฒนาวิธีคิดด้วยตัวของเขาเอง สิ่งนี้เองจะทำให้เขากลายเป็นคนมีความสามารถด้านการคิด สามารถตัดสินใจในที่สุดเมื่ออายุ 12 ปี เป็นวัยรุ่นเต็มตัวผลลัพธ์ที่ออกมาคือ
การช่วยเหลือตนเองได้ นับเป็นการเตรียมพร้อมสู่วัยรุ่นอย่างสมบูรณ์แบบ แถมด้วยข้อมูลจากอฺปองทิพย์ เทพอารีย์ แนะโค้งสุดท้ายก่อนเข้าวัยรุ่นต้องได้แรงเสริมจากแม่ให้มากเป็นการประสาน ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และพ่อที่เน้นเเฟ้น เสริมด้วยความใกล้ชิดระหว่างพ่อและลูกสาว แม่และลูกชายก่อนจะสายเพราะแตกเนื้สาวเนื้หนุ่มไม่เข้าใกล้ผูใหญ่เพศตรงข้าม ง่ายๆ

นอกจากนี้ ทั้ง 4 บทเรียนคุณภาพนี้จะเป็นคู่มือให้พ่อแม่ยุคใหม่ ได้มีมุมมองแง่คิด สาระประโยชน์ไปปรับใช้ตามสไตล์ของแต่ละครอบครัว หนังสือ M.O.M Academy จำหน่ายเล่มละ200 บาท รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายจะแบ่งให้ “บ้านพักฉุกเฉิน” สถานสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ถูกกระทำรุนแรงโดยเงินจะนำไปเยียว ยารักษาแผลกายและแผลใจให้กลับคืนสู่สังคม
สามารถหาซื้อหนังสือได้ที่ร้านซีเอ็ดบุ๊ค ร้านบีทูเอส ร้านนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ทั้งนี้สามารถติดต่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์จาการอ่านหนังสือ โดยผ่าน facebook : Mom. academy@gmail.com
ลอร่า-ศศิธร วัฒนกุล รุกเปิดหนังสือ M.O.M Academy - ฟูมฟัก “รัก”สไตล์ ลอร่า - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

การคลอดแบบเป็นมิตรด้วยจิตประภัสสรที่โรงพยาบาลสุรินทร์

เมื่อวันที่ 1-2 กันยายน 2554 ที่ผ่านมาได้รับเชิญจากโรงพยาบาลสุรินทร์ในการประชุมวิชาการเรื่องการคลอดแบบเป็นมิตรด้วยจิตรประภัสสร ร่วมกับคุณหมอเอกชัย โควาวิสารัสจากโรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งเป็นทีมงานของมูลนิธิส่งเสริมการคลอดและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แห่งประเทศไทย  การประชุมวันแรกมีเจ้าหน้าที่และอสม.จากหลายแห่งมาร่วมฟัง ส่วนวันที่สองเป็นพยาบาลห้องคลอด ในวันที่สองนี้เราได้มีโอกาสทำคลอดให้ดู 2รายทำให้น้องๆนักศึกษาแพทย์ที่มาร่วมฟังได้เห็นการคลอดธรรมชาติที่ไม่มีการเร่งคลอด เสียดายที่เวลาน้อยไม่ได้เตรียมแม่ ไม่ได้ใช้การบรรเทาปวดทางเลือก ประกอบกับการคลอดเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นก็เสียดายเล็กน้อย คราวหน้าค่อยว่ากันใหม่
ที่โรงพยาบาลสุรินทร์เป็นที่ที่เริ่มกิจกรรมจิตประภัสสรมาระยะหนึ่แล้วและท่านแม่ชีศันสนีย์ก็เคยมาบรรยายที่นี่ด้วย
มีการจัดทำเป็นซีดีให้คุณแม่ที่จะคลอดได้ดูก่อนจะคลอดด้วย ที่จริงที่นี่มีกิจกรรมดีๆที่ช่วยจิตใจให้แน่วแน่ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ตอนเช้าทุกวัน การออกกำลังกายตอนบ่าย การใส่บาตรในวันสำคํญ มีสวนพุทธศาสตร์ มีสระน้ำโบราณกลางโรงพยาบาล แต่ที่สำคํญคือทีมงานที่เข้มแข็งและบรรยายกาศการทำงานที่ดี ต่างก็มีความสุขในการทำงาน โรงพยาบาลได้รับรางวัลมากมาย น่าชื่นชมจริงๆ           

รายการบล็อกของฉัน