About me

รูปภาพของฉัน
Mother of two,Midwife-IBCLC,craft lover...ตามไปดูได้ที่ www.birthababy.com

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

Ricki Lake on "The View" - 10/22/07

More Business of Being Born Trailer

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

นมแม่ กับยาค้องห้าม

คุณแม่ยังอยู่ในช่วงให้นมลูกเวลาจะกินหยูกกินยา ส่วนใหญ่จะระมัดระวังเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่อาจมีบางเรื่องที่หลงลืมไปบ้าง มาติดตามข้อมูลรายละเอียดกันดีกว่าค่

นี่แหละ...ยาต้องห้าม



ยาที่กินโดยไม่มีความจำเป็น : ไม่ได้ผ่านการวินิจฉัยอย่างถูกต้องจากแพทย์ เช่น เพื่อนบอกว่านี่ดีนั่นดีกินไว้สิ ยานี้ช่วยโน่นยานี้ช่วยนี่ เลิกเถอะค่ะ จะได้ไม่ต้องไปเสี่ยงกับปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ที่จะทำให้คุณแม่แข็งแรงและบำรุงดีคงไม่มีอะไรดีไปกว่ากินอาหารที่มีประโยชน์ กินให้ครบห้าหมู่ พักผ่อนให้เพียงพอตามภาวะที่เหมาะสมของแม่หลังคลอด ออกกำลังกายและได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง อย่างอื่นน่ะมันของปลอมๆ ทั้งนั้น

ยาที่ไม่รู้จักมันจริง : ทั้งส่วนประกอบ สรรพคุณ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการใช้ยา ไม่ว่าจะเป็นแผนปัจจุบัน แผนสัปปายะไทย สัปปายะเทศ หรือพวกแผนอนาคต อันนี้ยิ่งน่ากลัวใหญ่ พวกมาใหม่เอี่ยมเพิ่งทดลองมาเสร็จแล้วออกใช้เลย อย่าเชียวค่ะ

 
ยาทางเลือก : ประเภทอาการที่ไม่ต้องใช้ก็ได้ยา โดยไม่เกิดอันตราย เช่น คุณแม่เริ่มมีไข้ คุณแม่อาจใช้ยาลดไข้ได้ แต่คุณแม่ก็อาจชะลอการใช้ยาโดยลองดื่มน้ำเยอะๆ เช็ดตัวบ่อยๆ ดื่มน้ำส้มคั้นเพื่อเพิ่มวิตามินซีสดๆ อันนี้ในยามที่ไข้ไม่สูงมากนักค่ะ

ยาอันตราย : ถูกระบุว่าเป็นอันตรายทุกชนิด ก่อนใช้ต้องไตร่ตรองให้ดี พบแพทย์และให้ทราบข้อดีข้อเสีย ผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดกับทั้งแม่ น้ำนมของแม่และสุขภาพของลูก หลีกเลี่ยงได้เป็นดีที่สุด

ยาปฏิชีวนะ
ยาปฏิชีวนะที่แพทย์เห็นสมควรให้กินเมื่อจำเป็น เพราะมีการอักเสบติดเชื้อรุนแรงจนต้องได้รับยาจนครบ แล้วคุณแม่เบื่อที่จะกินก็เลิกเอง อันนี้ห้ามเด็ดขาด เพราะอาจนำไปสู่การดื้อยาของเชื้อโรคทำให้การรักษาในอนาคตยากขึ้น ควรปรึกษากับแพทย์ที่ดูแลอยู่ให้แน่ชัดว่าควรปฏิบัติอย่างไร ถามทางเลือกก่อนการเริ่มยา เมื่อเริ่มแล้วไม่ควรถอย ยาตัวนี้สำคัญเพราะต้องป้องกันไว้ตั้งแต่ตอนคลอด หลายตัวสามารถถ่ายทอดมาถึงลูกระหว่างการคลอด และหลายตัวมีฤทธิ์ตกค้างหลังลูกเกิดอีกต่างหาก เช่น ยาแก้ปวดที่ได้มักทำให้ลูกง่วงนอน กดกลไกการดูดกลืน suckling’s reflex rooting’s reflex ของลูกในช่วงแรกๆ ยาบางตัวอาจทำให้ลูกมีโอกาสตัวเหลืองมากกว่าปกติค่ะ

ยาทาถู สูดดม เครื่องสำอาง รักษาสิว
ยาทาถู : ใช้ทาผดผื่นคัน บรรดาเม็ดต่างๆ หรือที่คัน แสบ พุพองทั้งหลาย ยาทาหลายตัวมีพวกสเตรียรอยด์ ไม่ควรใช้ แต่ถ้าใช้ต้องระมัดระวังเพราะหากใช้ไม่ถูก อาจจะทำให้อาการลุกลามมากขึ้นและถ้าใช้นานๆ ก็จะเป็นปัญหาอีกเช่นกัน

ยารักษาสิว : ทำผิวให้ขาวผ่องทั้งหลายอาจมีส่วนผสมที่เป็นอันตราย คุณแม่ที่หวังจะใช้ยากำจัดริ้วรอยคราบไคลดำๆ รอยฝ้าที่เกิดหลังคลอด คงต้องบอกว่าอย่าเลยคะ สิ่งเหล่านี้เกิดเพราะฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ รอการปรับของฮอร์โมนสักหน่อยแล้วค่อยปรึกษาแพทย์ ถ้าอยากใช้ยา แต่จริงๆ แล้วยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมาก เช่น การใช้สมุนไพร การไม่ตากแดด การทาครีมกันแดด ฯลฯ ให้เลือกอีกหลายอย่าง เครื่องสำอางทั่วไปที่ปลอดภัยก็ใช้ไปเถอะค่ะ แต่งเติมให้สดชื่นสวยงามบ้างพองาม เพราะถ้ามัวแต่หมกมุ่นกับความสวยของตัวเองก็จะหมดเวลาไปไม่ได้มาใส่ใจกับลูก น่าเสียดาย พยายามหลีกเลี่ยงการย้อมผม การโกรกสีผม นานๆ ทำทีก็พอไหวแต่สีผมธรรมชาติก็ไม่ได้น่ารังเกียจตรงไหนนะคะ

ยาสูดดม : กลิ่นหอมปลอดภัยตามธรรมชาติสนับสนุนให้ใช้เพื่อการผ่อนคลาย จะดมกลิ่นหอมของดอกมะลิริมรั้ว กลิ่นยูคาลิปตัส คาโมมายก็ได้ทั้งนั้น ดมพอหอมชื่นใจ แต่ที่ต้องให้ระวังก็พวกสเปรย์ ทินเนอร์ กลิ่นสารเคมีซึ่งผลกระทบคงเป็นที่สุขภาพคุณแม่ อาจจะหน้ามืดวิงเวียน หรือถึงกับหมดสติถ้าสูดหายใจเข้าไปมาก ไอ้ที่จะผ่านไปถึงลูกนั้นน้อยมากแต่ก็อยากให้ระมัดระวัง หลีกเลี่ยงไม่สัมผัสโดยตรง เอาผ้าปิดปากปิดจมูกเมื่อเจอกลิ่นสารเคมี

คราวนี้คงกระจ่างแล้วว่ายาแบบไหนต้องห้าม แบบไหนให้ระมัดระวังเวลาใช้ แบบไหนปลอดภัย ก็น้ำนมแม่มีค่าสำหรับลูกเกินกว่าจะปล่อยปละไม่สนใจนี่ค่ะ






































 

นมแม่...ช่วยลดหุ่น

มแม่...ช่วยลดหุ่น
โดย: มีนะ สพสมัย
อยากจะบอกว่านมแม่เป็นอีกตัวช่วยหนึ่ง ให้คุณลดหุ่นได้จริงๆ นะเออ...
สวยใสฟิตเปรี๊ยะหลังคลอดเป็นยอดปรารถนาของคุณแม่ ดิฉันอยากจะบอกว่านมแม่เป็นอีกตัวช่วยหนึ่ง ให้คุณลดหุ่นได้จริงๆ นะเออ...

หุ่นผอมกับนมแม่...เกี่ยวกันตรงไหน?
ตอนตั้งครรภ์คุณแม่จะมีการเก็บสะสมไขมันส่วนเกินเอาไว้ตามต้นแขน สะโพก และหน้าท้องประมาณ 2-4 กิโล (ถ้าน้ำหนักตัวขึ้นมาก ไขมันก็จะมีมากขึ้นตามลำดับ) ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการสร้างน้ำนมเป็นจำนวน 200-300 กิโลแคลอรีต่อวันนาน 3 เดือน
อีกนัยหนึ่ง คุณแม่ที่ต้องให้ลูกกินนมแม่ ต้องการพลังงานและสารอาหาร ประมาณ 500 กิโลแคลอรี ถ้าน้ำหนักตัวของคุณแม่ไม่ลดเร็วจนเกินไป ก็จะสามารถผลิตน้ำนมได้อย่างพอเพียง โดยทั่วไปจึงแนะนำให้คุณแม่บำรุงอาหารและพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะต้องเลี้ยงดูลูก มีงานเพิ่มขึ้นมากมาย แถมเวลานอนหลับก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง บางตำราจึงไม่แนะนำให้ควบคุมน้ำหนักตัวคุณแม่ในช่วงหกเดือนแรกหลังคลอดค่ะ
น้ำหนักลดลงได้อย่างไร?
คนส่วนมากจะลดน้ำหนักด้วยวิธีการลดอาหาร โดยอาศัยหลักที่ว่า ถ้ากินมากไปกว่าที่ใช้ก็เหลือเก็บสะสม นั่นหมายความว่าคุณก็จะอ้วนขึ้น ถ้ากินน้อยกว่าที่ใช้ก็จะดึงเอาของที่สะสมไว้มาใช้ คุณก็จะน้ำหนักตัวลดลง
แต่ในความเป็นจริง เราต้องใช้พลังงานในกิจกรรมสำคัญมากมาย เช่น การรักษาสมดุลของอุณหภูมิของร่างกาย การทำให้เกิดการไหลเวียนเลือด การบีบรัดตัวของหัวใจ แม้กระทั่งการย่อยอาหาร การสร้างน้ำนม และการเลี้ยงดูลูก ดังนั้นทางเลือกในการลดน้ำหนักอาจแบ่งได้เป็นสองทาง ทางแรกคือกินให้น้อยลง ทางที่สองคือใช้พลังงานให้มากขึ้น ข้อหลังนี้จึงเข้าทางคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองค่ะ
อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำดีหรือไม่
ร่างกายของคุณแม่ยังต้องการพลังงานจากแหล่งอาหารพวกแป้งอยู่ ถ้าเรากินน้อยเกินไป ร่างกายจะไปดึงพลังงานจากไขมันมาใช้ ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้เกิดของเสียที่เรียกว่า คีโตน (Ketone bodies) ถ้ามีมากเกินไปจะไปรบกวนระบบการเผาผลาญของร่างกาย แถมยังทำให้รสชาติของน้ำนมคุณแม่เปลี่ยนไป เหมือนกับกรณีที่มีการออกกำลังอย่างหนัก จนมีการสลายของกล้ามเนื้อออกมาเป็นกรดแลคติด ดังนั้นสองกรณีนี้อาจทำให้รสชาติน้ำนมแม่เปลี่ยนไปได้
คุณแม่จึงควรกินอาหารแป้งอย่างพอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยเกินไป เพราะอาจพาลขาดสารอาหารตัวอื่นไปด้วย และเวลาที่อาหารไม่พอคุณแม่ก็จะหิว อ่อนเพลีย หมดแรง อารมณ์หงุดหงิด ซึ่งก็ไม่ดีทั้งคุณแม่และทุกคน น้ำนมก็เหือดหายไปด้วย เพราะไม่พร้อมทั้งร่างกายอารมณ์ และจิตใจ
วิธีเด็ด...ช่วยลดน้ำหนัก
1. ลดปริมาณอาหารไขมัน ขนมหวาน รวมทั้งลดการเติมน้ำตาลลงไปในอาหาร
2. เพิ่มการกินอาหารที่มีกากไยสูง เช่น ผักใบเขียว ผลไม้สด
3. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอให้มากกว่า 10 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 2 ลิตร แต่ถ้าจะเลือกเป็นน้ำผลไม้ก็พอไหว
4. ห้ามใจจากของหมักดอง อาหารกระป๋อง และเครื่องดื่มที่มีคาแฟอีน
5. ระวังอย่าให้น้ำหนักตัวลดลงมากกว่า 1-2 ปอนด์ (2-4 กิโลกรัม) ต่อสัปดาห์ หรือ มากกว่า 4.5 ปอนด์ ( 8-9 กิโลกรัม) ต่อเดือน
6. ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอเพื่อทำให้กล้ามเนื้อกระชับและแข็งแรง แถมยังทำให้คุณได้ผ่อนคลายและรู้สึกดีกับรูปลักษณ์ของคุณ
7. ห้ามเด็ดขาดที่จะใช้ยาในการลดน้ำหนัก เพราะเป็นอันตรายต่อทั้งตัวคุณและมีผลกระทบถึงลูกได้
8. มั่นใจเสมอว่าน้ำนมของคุณดีที่สุดสำหรับลูก และเมื่อคุณให้ลูกกินนมบ่อยๆ ตามที่ลูกต้องการอย่างสม่ำเสมอ น้ำนมของคุณก็ไม่มีวันเหือดแห้ง และวิธีนี้ก็เป็นวิธีที่จะทำให้คุณได้พบกับความงามทั้งเรือนร่างและจิตใจที่เปี่ยมสุขค่ะ
รู้หรือเปล่าว่า...
- จากการศึกษาพบว่า 4 ใน 5 ของคุณแม่ที่ให้นมลูกโดยไม่มีการจำกัดอาหารรับประทานสามารถลดน้ำหนักลงไปได้ 1.5 ปอนด์ต่อเดือน ใน 4 -6 เดือนแรกหลังคลอดและจะลดลงได้อีกหลังจาก 6 เดือนไปแล้ว
- อีกการศึกษาหนึ่งพบว่าหลังคลอด 6 เดือนไปแล้ว แม่ที่ให้ลูกกินนมแม่มีน้ำหนักใกล้เคียงกับตอนก่อนตั้งครรภ์มากกว่าแม่ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตนเอง
เอกสารอ้างอิง
1. Katherine D. et. al. “weight loss during lactation : Are low carbohydrate diets a good choice? jounal of Human lactation vol.20 no.3 August 2004
2. Eiger S M, The complete book of breastfeeding ,3rd edition,workman publishing company,Inc. , 1999
3. Worthingtong-Robert and Willium S.,Nutrition in Pregnancy and lactation,5th edition,Mosby,1993
4. Iinstitute of Medicine . Nutrition during lactation.1991.National Academy Press.Washington DC
5. Intensive course in Breastfeeding phase I (Handbook) Texas Department of Health.
จาก:ดวงใจพ่อแม่

“ทำอึ๋ม” อุปสรรคให้นมแม่ (???)

“ทำอึ๋ม” อุปสรรคให้นมแม่ (???)
เรื่อง : มีนะ สพสมัย

 
เรื่องความสวยความงานเป็นเรื่องยอมกันไม่ได้สำหรับผู้หญิงเราค่ะ หลายคนจึงตบเท้าเข้าพึ่งมีดหมอ ถ้าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องของหน้าอกหน้าใจนี่สิต้องคิดหนักหน่อย เพราะหลายคนสงสัยว่าถ้าไปทำอึ๋มมาแล้ว จะให้นมลูกเองได้ไหมน้า... ถ้าอย่างนั้นเราไปหาคำตอบด้วยกันดีกว่านะคะ

ความกังวลต่อการผลิตน้ำนม

การผ่าตัดเต้านมที่จะพูดถึงนี้ เป็นการทำศัลยกรรมตกแต่งเพื่อการลดหรือเพิ่มขนาดของเต้านม ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องคือ เรื่องของการตัดเอาท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนม และเส้นประสาทออกไปหรือไม่ เพราะอาจทำให้กลไกน้ำนมพุ่ง "Let Down Reflex" ขาดหายไป การส่งกระแสประสาทให้เกิดการสร้างน้ำนมก็จะลดลงหรือหายไปได้ ถ้ายังคงอยู่ดีก็ไม่มีผลกระทบโดยตรงกับการให้นมค่ะ และยังสามารถใช้หลักการเดิม คือ 3 ดูด ดูดโดยเร็ว ดูดบ่อย ดูดถูกวิธี ยิ่งดูดมากน้ำนมยิ่งมากได้เหมือนเดิมค่ะ

การเพิ่มขนาดเต้านมอาจทำโดยการสอดใส่ถุงน้ำเกลือ หรือถุงซิลิโคนเข้าไปใต้เต้านม สมัยนี้มักสอดเข้าบริเวณรักแร้หรือบริเวณอื่นที่ไม่มีการตัด ตกแต่งบริเวณหัวนม กลุ่มนี้มักไม่มีปัญหาจากการตัดท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนม ต่างจากกลุ่มที่ตัดหรือลดขนาดของเต้านม ที่มักมีการตกแต่งบริเวณหัวนม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมีความแตกต่างกันตามเทคนิคที่แพทย์ แต่ละท่านทำและการให้ความสำคัญกับการให้นมลูก โดยเฉพาะคุณ ๆ ที่ตัดสินใจทำศัลยกรรมประเภทนี้ในวัยที่ยังอาจมีลูกได้ ถ้ายังไม่ทราบว่าผ่าตัดแบบไหนก็คงต้องถามแพทย์ที่ทำให้ค่ะ
คุณแม่ที่ผ่าตัดหน้าอกมาอาจลังเลว่า ให้นมลูกแล้วเต้านมจะเสียทรงจากที่ทำมา อันนี้คงต้องหยั่งใจตัวเองให้ดีว่าจะเลือกอะไร มีการผ่าตัดเสริมเต้านมหลายแบบ ที่ไม่ทำให้เกิดผลกระทบจากการให้ลูกกินนมจากเต้าเลย อาจกระทบบ้างจาการมีน้ำนมเพิ่มขึ้น ทำให้คัดตึงมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบ้างเล็กน้อยแบบที่ยอมรับได้

จะเสริมหรือตัด ก็ไม่มีปัญหา...

โดยส่วนใหญ่จะพบว่า แม่หลังจากผ่าตัดเสริมเต้านม สามารถประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้เท่ากับคนที่ไม่ได้ผ่าตัด มีบางรายที่มีอาการชาหรือหมดความรู้สึกที่บริเวณลานนม หรือหัวนมซึ่งอาจใช้เวลาในการฟื้นฟูกลับเป็นปกติได้ในเวลา 6 เดือนหลังผ่าตัด หรือบางรายอาจเป็นถึง 2 ปีแล้วแต่กรณี ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดอาจรู้สึกไม่มั่นใจว่า จะมีน้ำนมพอให้ลูกกินหรือไม่ ขอแนะนำให้ทำในสิ่งต่อไปนี้



  • พยายามอย่าใช้ความรู้สึกเป็นตัวตัดสินดูที่สุขภาพลูกเป็นหลัก
  • หมั่นให้ลูกกินนมอย่างสม่ำเสมอ กินอย่างถูกวิธี
  • สวมเสื้อยกทรงหรือมีสิ่งประคับประคองเต้านมไว้เสมอ โดยไม่ให้หลวมหรือคับแน่นจนเกินไป
  • อย่าให้มีการดึงรั้งหัวนมหรือเต้านม เช่น การดึงเอาหัวนมออกจากปากลูก ฯลฯ
  • ดูแลตนเองโดยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อน และมีจิตใจที่แจ่มใส
  • ถ้าจำเป็นต้องกระตุ้นน้ำนมให้ลูกดูดกระตุ้นที่เต้าก่อนเสมอ
  • สามารถบีบเก็บน้ำนมด้วยมือหรือปั้ม เพื่อใช้เสริมให้ลูกในกรณีที่จำเป็น โดยให้นมลูกผ่านทางสายยางขนาดเล็ก หรือใช้หยดที่มุมปากตอนดูดจากเต้าก็ได้
  • ใช้การเสริมด้วยนมชงเป็นทางเลือกสุดท้าย ถ้าแสดงอาการน้ำนมที่ได้ไม่พอ
รู้ถึงการให้นมแม่หลังจากการทำศัลยกรรมเต้านมกันแล้วนะคะว่า เป็นอย่างไร คงจะช่วยคุณแม่ประกอบการตัดสินใจได้นะคะ ฉะนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทำศัลยกรรมครั้งใด คุณแม่ควรจะพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างถี่ถ้วนก่อนเป็นดีที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้วของปลอมไหนเลยจะสู้ของธรรมชาติให้มาได้ล่ะคะ









วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

ลอร่า-ศศิธร วัฒนกุล รุกเปิดหนังสือ M.O.M Academy - ฟูมฟัก “รัก”สไตล์ ลอร่า - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

นางศศิธร วัฒนกุล (ลอร่า) พิธีกรและนักเขียน เปิดเผยว่า “สำหรับการออกหนังสือเล่มใหม่นี้เป็นครั้งที่ 6 ซึ่งแตกต่างจากเล่มอื่นๆ เดิมเขียนแบบไดอารี่ เล่มนี้จึงมีจุดเด่นเป็นการเขียนที่มาจากบทบาทการเป็นนักข่าว ซึ่งรับเป็นคอลัมนิสต์ ในคอลัมน์ “ชวนคุยชวนคิด กับ Mrs..LAURA” ของหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ สามารถหาคำตอบที่คุณแม่ทุกคนต้องการ เฟ้นหาผู้เชี่ยวชาญมาตอบคำถาม นำมาปรุงแต่งให้เกิดอรรถรสน่าอ่าน
หนังสือ M.O.M Academy ได้แรงบันดาลใจมาจากการสะสมความรู้และโอกาสในการพบผูเชี่ยวชาญผ่านงานด้าน สื่อสารมวลชนซึ่งมีโอกาสได้เจอข้อมูลและผูเชี่ยวชาญหลากกหลายสาขาวิชา ประกอบกับการมีลูก ทำให้เกิดมุมมองใหม่ๆ ซึ่งบทบาทชีวิตแม่ที่มีอยูในชีวิตจริง จึงต้องการถ่ายทอดให้คนอื่นๆ ได้อ่าน แล้วสามารถนำบทเรียนชีวิตแม่มาปรับใช้ เนื่องจากไม่มีบทเรียนไหนตายตัว เน้นกลุ่มเป้าหมายหลากหลายสถานะ เริ่มตั้งแต่คู่แต่งงานใหม่ๆ การคิดจะมีลูกน้อย การใช้ชีวิตคู่อย่างไร ไปจนถึงกระทั่งคู่แต่งงานที่คิดเรื่องการหย่า เรียกได้ว่าครบทุกความต้องการ ”

สำหรับหนังสือเล่มนี้มี 4 บทเรียนใหญ่ๆ นำเสนอ บทแรก - "คิด คิด คอย คอย เจ้าหนูน้อยลูกรัก" ภายในบทนี้จะเชิญชวนให้พ่อแม่รู้จักวิธีการคิดเชิงสร้างสรรค์ของพ่อแม่ การวางแผนการมีสมาชิกใหม่เพิ่ม ซึ่งมีการวางแนวทางวิธีคิดถึงความรู้สึกของเด็ก การแก้ปัญหารวมไปถึงการเข้าใจลูกในแต่ละช่วงวัยได้มากขึ้น
โดยบทนี้พ่อแม่ยุคใหม่พลาดไม่ได้กับ ข้อคิดของท่านรองศาสตราจารย์ ดร.โจน อี เดอร์แรนท์ นักจิตวิทยาคลินิกเด็กและนักวิชาการสังคมศาสตร์ครอบครัว ประเภทแคนาคา เป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Positive Discipline : การสร้างวินัยเชิงบวก มี 4 กฏ ซึ่งเป็นรากฐานวิธีคิดให้เป็นขั้นตอนของพ่อแม่ค่อยๆ ฝึกฝนไปเรื่อยๆ ในที่สุดวิธีคิดจะค่อยๆ เปลี่ยน และในที่สุดจะกลายเป็นพ่อแม่ที่มีความสร้างสรรค์ดั่งพ่อแม่ในฝันของลูกๆ ทุกคน

บทเรียนที่ 2 คือ "สองมือนี้ที่สร้างโลก" เผยเคล็ดไม่ลับในการลงมือปฎิบัติจริงในการสร้างครอบครัวไม่ว่าจะเป็น เคล็ดไม่ลับการสร้างลูกชาย เคล็ดไม่ลับการให้นมแม่ในรูปแบบใหม่ซึ่งน่าทึ่งกับข้อมูลการค้นคว้าวิจัยของ แพทย์หญิงคริสติน่า เอ็ม สไมลี่ เด็กทารกมีความสามารถในการหาอาหารกิน
โดยการตามหาแหล่งอาหารเอง ซึ่งมีคุณแม่เป็นตัวสนับสนุนเท่านั้นเอง นอกจากนี้ยังมีวิธีการให้นมลูก การปลอบโยน คุณแม่ต้องใช้สัญชาตญาณสังเกตลูกน้อยในแต่ละอิริยาบถเพื่อเข้าถึงลูกมากยิ่ง ขึ้น
นอกจากนั้นยังมีเคล็ดไม่ลับในการสร้างแบบฝึกหัดชีวิตในแต่ละช่วงวัย เช่น วัยกระเตาะแตะ วัยเริ่มสำรวจ วัยเรียน วัยรุ่น โดยมีสาระสำคัญจากข้อมูลงานวิจัย นายแพทย์สุริเดว ทรีปาตี และคณะ เผยเด็กไทยไร้ต้นแบบนานัปการ จะแก้อย่างไร และพลาดไม่ได้กับการลงมือไขความลับทางความคิดของเด็กด้วย เทคนิคการอ่านภาพจากความคิดของเด็กๆ และแถมท้ายรวมไปถึงการท่องเที่ยวเพื่อเสริมทักษะให้แก่ลูก

ส่วนบทเรียนที่ 3 " เติมรักให้เต็มครอบครัว " : ในบทนี้จะกล่าวถึงการใช้ชีวิตคู่ให้เข้าใจธรรมชาติของผู้ชายมากขึ้น ตัวอย่างในบท สยบชายไทยให้อยู่หมัดได้รับความรู้จาก ดร.อุบลวรรณ มีชูธน นักจิตวิทยาด้านวัฒนธรรมไทย มูลนิธิเมืองไทยเกื้อกูล ได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับค่านิยมอันเป็นลักษณะเฉพาะบาง ประการของคนไทย ต้องยอมรับในค่านิยมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด 6 ประการคือ
1. คนไทยอีโก้แรง เช่นเดียวกับชายไทยอีโก้แรง
2. ค่านิยมเรื่องการกตัญญูรู้คุณ เช่นเดียวกับชายไทยให้รู้คุณค่าในตัวเขา
3.ความนิยมแห่งความอ่อนสุภาพเช่นเดียวกับชายไทยที่ต้องการความอ่อนสุภาพ
4.ค่านิยมแห่งการยืดหยุ่น เช่นเดียวกับชายไทยต้องการความยืดหยุ่น
5.ค่านิยมเรื่องการพักอาศัย เช่นเดียวกับชายไทยต้องการการแบ่งเบาภาระ
6. เรื่องอารมณ์ขัน เช่นเดียวกับการที่ชายไทยชอบอารมณ์ขัน สูตรเด็ดนี้หญิงไทยรีบอ่านนำไปทดลองปฏิบัติเป็นการเข้าใจอีกฝ่ายได้อย่างดี เยี่ยม บทนี้หมั่นเติมความรักระหว่างสามีภรรยา รวมทั้งคำแนะนำจากอฺธงชัย ประดับชนานุรัตน์ หากเริ่มคิดจะแยกทางกันควรทำอย่างไร ซึ่งผู้อ่านจะได้มีวิธีคิดที่แยบยลขึ้นเพราะเป็นการตัดสินชะตาชีวิตคู่ที่ ต้องรอบคอบมากที่สุด

บทสุดท้าย บทเรียนที่ 4 ภาคพิเศษ " เพื่อการกล่อมเกลาสู่วัยพรีทีน " ในกลุ่มอายุ 7-12 ปี ได้รับการอนุเคราะห์ข้อมูลโดย พ.ญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ผู้อำนวการสถาบันราชานุกูล เผยว่า ปัจจุบันเด็กเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตอายุเพียง 9 ปี แตกต่างจากเมื่อก่อนสถิติอยู่ที่ 12 ปี ซึ่งรวดเร็วมากขึ้นในการรับข้อมูลข่าวสาร และในอนาคตจะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ
บทเรียนนี้เหมาะกับพ่อแม่ที่ลูกกำลังเตรียมเข้าสู่วัยรุ่น 1.ให้ลูกมีความสามารถในการคิดและตัดสินใจตัวเอง 2.ให้ลูกมีกิจกรรมเสริมเพราะจะช่วยให้เด็กไม่ติดไปกับบางสิ่งบางอย่างเมื่อ เป็นวัยรุ่น และ 3. การให้ลูกมีความสนใจช่วยเหลือคนรอบข้างเพื่อจะได้เข้าใจคนรอบข้างคิดอย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับคนอื่นๆ บ้าง พ่อแม่ต้องยอมรับเปิดใจ
โดยเปิดโอกาสให้ลูกได้พูดในสิ่งที่เขาคิด ด้านการพัฒนาความคิดของเด็กวัย 7-12 ปี เริ่มต้นด้วยการใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่ แล้วเกิดกระบวนการเกิดความเข้าใจตนเองผ่านความเข้าใจพ่อแม่ จากนั้นก็จะเริ่มพัฒนาวิธีคิดด้วยตัวของเขาเอง สิ่งนี้เองจะทำให้เขากลายเป็นคนมีความสามารถด้านการคิด สามารถตัดสินใจในที่สุดเมื่ออายุ 12 ปี เป็นวัยรุ่นเต็มตัวผลลัพธ์ที่ออกมาคือ
การช่วยเหลือตนเองได้ นับเป็นการเตรียมพร้อมสู่วัยรุ่นอย่างสมบูรณ์แบบ แถมด้วยข้อมูลจากอฺปองทิพย์ เทพอารีย์ แนะโค้งสุดท้ายก่อนเข้าวัยรุ่นต้องได้แรงเสริมจากแม่ให้มากเป็นการประสาน ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และพ่อที่เน้นเเฟ้น เสริมด้วยความใกล้ชิดระหว่างพ่อและลูกสาว แม่และลูกชายก่อนจะสายเพราะแตกเนื้สาวเนื้หนุ่มไม่เข้าใกล้ผูใหญ่เพศตรงข้าม ง่ายๆ

นอกจากนี้ ทั้ง 4 บทเรียนคุณภาพนี้จะเป็นคู่มือให้พ่อแม่ยุคใหม่ ได้มีมุมมองแง่คิด สาระประโยชน์ไปปรับใช้ตามสไตล์ของแต่ละครอบครัว หนังสือ M.O.M Academy จำหน่ายเล่มละ200 บาท รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายจะแบ่งให้ “บ้านพักฉุกเฉิน” สถานสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ถูกกระทำรุนแรงโดยเงินจะนำไปเยียว ยารักษาแผลกายและแผลใจให้กลับคืนสู่สังคม
สามารถหาซื้อหนังสือได้ที่ร้านซีเอ็ดบุ๊ค ร้านบีทูเอส ร้านนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ทั้งนี้สามารถติดต่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์จาการอ่านหนังสือ โดยผ่าน facebook : Mom. academy@gmail.com
ลอร่า-ศศิธร วัฒนกุล รุกเปิดหนังสือ M.O.M Academy - ฟูมฟัก “รัก”สไตล์ ลอร่า - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

การคลอดแบบเป็นมิตรด้วยจิตประภัสสรที่โรงพยาบาลสุรินทร์

เมื่อวันที่ 1-2 กันยายน 2554 ที่ผ่านมาได้รับเชิญจากโรงพยาบาลสุรินทร์ในการประชุมวิชาการเรื่องการคลอดแบบเป็นมิตรด้วยจิตรประภัสสร ร่วมกับคุณหมอเอกชัย โควาวิสารัสจากโรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งเป็นทีมงานของมูลนิธิส่งเสริมการคลอดและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แห่งประเทศไทย  การประชุมวันแรกมีเจ้าหน้าที่และอสม.จากหลายแห่งมาร่วมฟัง ส่วนวันที่สองเป็นพยาบาลห้องคลอด ในวันที่สองนี้เราได้มีโอกาสทำคลอดให้ดู 2รายทำให้น้องๆนักศึกษาแพทย์ที่มาร่วมฟังได้เห็นการคลอดธรรมชาติที่ไม่มีการเร่งคลอด เสียดายที่เวลาน้อยไม่ได้เตรียมแม่ ไม่ได้ใช้การบรรเทาปวดทางเลือก ประกอบกับการคลอดเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นก็เสียดายเล็กน้อย คราวหน้าค่อยว่ากันใหม่
ที่โรงพยาบาลสุรินทร์เป็นที่ที่เริ่มกิจกรรมจิตประภัสสรมาระยะหนึ่แล้วและท่านแม่ชีศันสนีย์ก็เคยมาบรรยายที่นี่ด้วย
มีการจัดทำเป็นซีดีให้คุณแม่ที่จะคลอดได้ดูก่อนจะคลอดด้วย ที่จริงที่นี่มีกิจกรรมดีๆที่ช่วยจิตใจให้แน่วแน่ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ตอนเช้าทุกวัน การออกกำลังกายตอนบ่าย การใส่บาตรในวันสำคํญ มีสวนพุทธศาสตร์ มีสระน้ำโบราณกลางโรงพยาบาล แต่ที่สำคํญคือทีมงานที่เข้มแข็งและบรรยายกาศการทำงานที่ดี ต่างก็มีความสุขในการทำงาน โรงพยาบาลได้รับรางวัลมากมาย น่าชื่นชมจริงๆ           

Percentage of Births by Caesarean Section

วันนี้เพื่อนส่งลิงค์นี้ จาก www.chartsbin.com มาให้มีประโยชน์มากเพราะมีข้อมูลหลายๆเรื่องในทุกที่บนโลกนี้ ลองตามไปดูนะคะ ที่เอามาให้เป็นข้อมูลอัตราการผ่าตัดคลอดซึ่งข้อมูลประเทศไทยอาจจะคลาดเลื่อนหรือไม่ก็ยังไม่ได้ปรับปรุงแต่ก็ได้ไอเดียนะคะ Percentage of Births by Caesarean Section

รายการบล็อกของฉัน