About me

รูปภาพของฉัน
Mother of two,Midwife-IBCLC,craft lover...ตามไปดูได้ที่ www.birthababy.com

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ครอบครัวคือคนรอบข้างที่เรารัก ความรักบนรอยยิ้มของพอลล่า

ความลับในรอยยิ้ม "พอลล่า" ความรักที่สร้างมาจากพ่อแม่
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มิถุนายน 2553 15:22 น.
เรื่องราวของพอลล่า เทเลอร์

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ณ เวลานี้ ดาราที่เป็นเจ้าของยิ้มที่สวยและหวานที่สุดคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย คือ "พอลล่า เทเลอร์" แต่กว่าที่เธอจะกลายมาเป็น "เจ้าหญิงแห่งรอยยิ้ม" แบบนี้ ที่หลายคนอาจจะไม่รู้ก็คือ ความอบอุ่น ความเข้าใจ และสายใยรักภายในครอบครัว อันเป็นที่มาของรอยยิ้มอันจับใจนี้

"ตอนเด็กๆ สนิทกับพ่อมาก พ่อจะช่วยสอนการบ้าน สอนขี่จักรยาน ส่วนแม่เป็นคนชอบลุย สิ่งที่เราได้จากแม่คือ ความอดทน ขยัน เพราะแม่จะสอนให้ทำงานตั้งแต่เด็ก จำได้เลยว่า ตอนอายุ 12 ปี แม่บอกกับเราว่า นี่พอลล่า ต่อไปนี้แม่จะไม่ให้เงินลูกแล้วนะ อยากทำอะไรก็ออกไปทำมาหากินเอง อย่างตอนนั้นแม่เปิดร้านอาหาร ก็ชวนเราไปทำด้วย" พอลล่าเล่าย้อนวันวาน

สมัยเด็ก ด.ญ.พอลล่า ไม่ค่อยมีกิจกรรมกับครอบครัวมากนัก เพราะพ่อกับแม่ทำงานทุกคน แต่เธอก็ไม่เคยน้อยใจ กลับแต่คิดในแง่ดีที่ว่า ตัวเธอจะได้ดูแล และทำอะไรเป็นโดยที่ไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ไปตลอด

"เราไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะไม่สนใจเราเลยนะ เราก็ไปอยู่ด้วยกันที่ทำงานเลย เพราะที่บ้านจะทำเฟอร์นิเจอร์ แม่จะมีหน้าที่เย็บหนัง ส่วนพ่อจะตอกไม้ทำเก้าอี้ เพื่อทำเป็นโซฟาโบราณในแบบฝรั่ง ส่วนเราเอง นอกจากจะช่วยซนแล้ว จำได้เลยว่า เราช่วยแม่ทำกระดุมที่ติดโซฟา สนุกมากเลย" พอลล่าเล่าชีวิตในวัยเด็ก

นอกจากเวลาส่วนหนึ่งไปอยู่กับพ่อแม่ในที่ทำงานแล้ว เวลาส่วนใหญ่ เธอจะทุ่มให้กับเพื่อนตัวหนังสือวันละเล่ม โดยเวลาอ่านเธอจะมีความฝันอยู่ตลอดเวลา เช่น อยากเป็นเหมือนตัวละครในหนังสือเล่มนั้นๆ เช่น ป.2 อยากเป็นบรรณรักษ์ห้องสมุด พอโตขึ้นมาอยากเป็นสปาย (สายลับ) เบบี้ซิสเตอร์ หรือพออ่านเล่มที่มีพี่น้องฝาแฝด ก็อยากมีฝาแฝดขึ้นมาทันที

สำหรับการเติบโตมาใน 2 วัฒนธรรม ทำให้เธอเห็นอะไรที่แตกต่าง โดยเฉพาะข้อดีข้อเสียของการเลี้ยงลูกแบบตะวันตก และแบบไทย โดยความเป็นฝรั่งสอนให้เด็กคนหนึ่งอยู่ได้ด้วยตัวเอง ดูแลตัวเองได้ก็จริง แต่การที่อยู่ด้วยตัวเอง บางทีอาจจะขาดความเคารพ จนกลายเป็นทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง ขณะที่การเลี้ยงดูแบบไทย ที่ต้องดูแลคนรอบข้างอยู่ตลอด บางทีก็ทำให้เด็กดูแลตัวเองไม่ได้ เพราะถูกคนอื่นดูแลจนเคยชิน

แต่สำหรับพอลล่า เธอเผยกับทีมงานว่า เธอโชคดีที่ได้ความลงตัวของ 2 วัฒนธรรมจากพ่อ และแม่ ทำให้เธอเลี้ยงดูตัวเองได้ และเคารพผู้อื่นเป็น ซึ่งเธอแอบแซวว่า คุณแม่ไทยมาก แถมเจ้าระเบียบเป็นที่หนึ่ง


ด.ญ.พอลล่าจอมซน

"ตอนเด็กดื้อมาก แต่จะดื้อเงียบ ยิ้มไว้ก่อนแล้วค่อยไปทำ (หัวเราะ) อย่างตอนเด็กจะชอบเข้าไปเล่นในเครื่องซักผ้ามาก ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบเข้าไปเล่น โดนแม่ดุตลอด และก็ชอบทำความสะอาดบ้านมาก ทำทุกอย่างตั้งแต่ปัดกวาดเช็ดถู ชอบทำเยอะมาก จนคิดว่า ตอนเด็กทำของทั้งชีวิตไปแล้ว ทำให้ตอนโตเธอจึงไม่ค่อยชอบทำ(หัวเราะ)" พอลล่าเล่าถึงวีรกรรม

สำหรับต้นแบบของแม่ที่เธอดำเนินรอยตาม คงหนีไม่พ้นเรื่องการดูแลตัวเองเป็น ตลอดจนมีความคิดที่คอยสร้างอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เช่น เริ่มทำธุรกิจเอง เริ่มซื้อบ้านเอง ซึ่งเห็นผลถึงความสำเร็จที่แม่ทำ จนวันนี้เธอเชื่อเสมอว่า การที่เป็นลูกผู้หญิง และสามารถหาเลี้ยงตัวเองในงานสุจริตได้ ถือเป็นความภูมิใจ และเธอก็เชื่อว่า แม่ก็คงภูมิใจในตัวเธอเช่นกัน

"พอลล่าเคยนะ อยากซื้อรถให้แม่ พอเราทำงานได้เงิน เราก็ส่งเงินไปให้แม่ซื้อรถในปีแรก แต่แม่กลับไปซื้อร้านอาหาร โอเคลองใหม่ วันเกิดต่อมาส่งอีก ทีนี้ต้องบินไปซื้อให้เองเลย เพราะไม่เช่นนั้นแม่จะไม่ยอมซื้อ แต่สิ่งที่เราคิดว่า เราทำให้แม่ภูมิใจมากที่สุด ก็คือ การที่เราเลี้ยงตัวเองให้อยู่รอดได้ มีธุรกิจของเราเอง เพราะพอลล่าเชื่อว่า นี่เป็นสิ่งที่แม่ต้องการมากที่สุด เพราะแม่จะได้หมดห่วง" พอลล่ากล่าว


คู่แม่ลูกผูกพัน

ในฐานะคนบันเทิง หลายคนมองว่า เป็นดาราหน้าใหม่ ถ้าจะดังให้เร็วที่สุด ต้องถ่ายหวิว หรือสร้างข่าวแรงๆ เพื่อให้เกิดกระแส สาวสวยรายนี้กลับมองว่าไม่เห็นด้วย

"อันที่เราไม่ชอบเลย เอาที่เรารู้สึกนะ เราคิดว่าน้องใหม่ที่เข้ามาถ้าอยากดังต้องโป๊ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ไม่ไทยมากเลย ตอนที่เราเริ่มต้นนะ การที่โป๊เป็นสิ่งไม่ดี แต่สมัยนี้ ทำไมสนับสนุนจังเลย คนต้องแข่งกับการถอดเรื่อยๆ"

ดังนั้น การอยู่ในโลกมายาให้ได้นาน และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมวงการ พอลล่าบอกว่า พยายามอย่าตามกระแส เช่น เห็นทุกคนโป๊ ก็เลือกที่จะไม่โป๊ การเป็นตัวของเราเองดีที่สุด เพราะของแบบนั้นมันอยู่ไม่นาน พอคนได้เห็นทุกอย่างหมดแล้ว ก็จะเบื่อ

ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เธอจะไม่ได้อยู่กับครอบครัว เนื่องจากแม่อยู่ต่างประเทศ แต่เธอก็ไปหาตลอด อย่างไรก็ดี ความเป็นครอบครัวของเธอไม่จำกัดอยู่แค่คนในครอบครัวเท่านั้น แต่ครอบครัวคือคนรอบข้างที่ทำงานด้วยกัน

"ครอบครัว คือ คนรอบข้างที่เรารัก ไม่ว่าจะเกิดสิ่งดี หรือไม่ดี สัญญากันว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป อีกทั้งเวลาเราอยู่ด้วย เราสามารถเป็นตัวของเราได้ แบบไม่ต้องมานั่งโกหกว่าเราเป็นแบบนั้น แบบนี้ นี่แหละคือครอบครัวของเรา" พอลล่าฝากทิ้งท้าย

:คุยกับดาราเด็กดี พูกัน-นัดตะวัน ...พลังนมแม่ หนูรักแม่

  กลายเป็นนักแสดงเด็กคุณภาพอีกคน "พูกัน-นัดตะวัน ศักดิ์ศิริ" วัย 8 ปี ที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในบท "ผีเด็ก" จากภาพยนตร์เรื่องบุปผาราตรี 3.1 และ 3.2 จนมีงานละครต่อเนื่อง หนึ่งในนั้น คงจะคุ้นหน้าเธอกันดีในบท "หนูนิ่ม" จากละครเรื่อง "พรุ่งนี้ก็รักเธอ" ทางช่อง 5 รวมไปถึงละครเวทีเฉลียง เดอะมิวสิคัล และละครเวทีเนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา
     
       แต่กว่าจะมีวันนี้ เธอมี "แม่ฮา-นาถพ์รุจี" คุณแม่นักประชาสัมพันธ์ (ยังสาว) ที่คอยดูแล และสอนอยู่เคียงข้างมาตลอด ทั้งเรื่องจัดคิวงาน อาหารการกิน ตลอดจนการวางตัวในวงการ ทำให้พูกันเป็นเด็กน่ารัก น่าเอ็นดู ของพี่ๆ ทีมงานทุกคน ไม่ต่างจากทีมงาน Life and Family ที่มีโอกาสพูดคุยอย่างใกล้ชิด จนรู้สึกได้จริงๆ ว่า เด็กคนนี้อัธยาศัยดี คุยสนุก มีไหวพริบ และรักแม่มาก
     
       "หนูจะสนิทกับแม่มาก คุณแม่เป็นคนเก่ง แม่เคยเล่าให้หนูฟังว่า แม่เลี้ยงหนูด้วยนมแม่ตั้งแต่เกิด จนหนู 3 ขวบ ถ้าหมอไม่บอกให้เลิก แม่ก็ไม่เลิกที่จะให้นมหนู" เธอเล่าจบก็ลุกกระโดดจากเก้าอี้ เข้าไปหอมแก้มคุณแม่ฟอดใหญ่ 1 ที
     
       หากถามถึงชีวิตของเด็กผู้หญิงตาดำๆ คนนี้ เธอเติบโตโดยมีคุณแม่ฮาเลี้ยงดูเหมือนเพื่อน เวลามีปัญหาจะคุยกันด้วยเหตุผล ไปไหน หรือทำอะไรก็จะอธิบาย และบอกกันตลอด ลูกจึงเชื่อใจคุณแม่มากกว่าที่จะไปปรึกษาเพื่อน หรือเชื่อเพื่อน กิจกรรมที่ทำร่วมกันที่บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นการพักผ่อน และใช้เวลาทำหนังสือทำมือด้วยกัน ส่วนช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา พูกันจะใช้เวลาว่างไปช่วยคุณแม่ทำงานที่ออฟฟิศ เริ่มตั้งแต่ เป็นผู้ช่วยเดินเอกสารตามโต๊ะ และช่วยทำ Press kit (ของที่ระลึกมอบให้สื่อ)
     
       อย่างไรก็ดี ขึ้นเชื่อว่าเด็ก ความซน ความดื้อ เป็นของคู่กันที่แยกไม่ขาด เหมือนกับพูกัน ที่มักจะทำให้คุณแม่อารมณ์เสียอยู่บ้าง แต่สุดท้ายถึงจะโกรธ ก็โกรธกันแค่ประเดี๋ยวเดียว
     
       "คุณแม่เป็นคนโกรธง่าย หายไว สมมติไปเล่นบ้านเพื่อน ทั้งๆ ที่การบ้านยังไม่เสร็จ พอกลับถึงบ้าน อย่างแรกเลยคิ้วแม่จะขมวดชิดกัน ตาจะเฉียง ขอบตาซ้ายขวาจะยื่นขึ้น เป็นฟาโรอียิปต์ ซึ่งหนูเห็นแม่โกรธก็รู้สึกผิด และทำหน้าบ้องแบ๊ว กระพริบตาให้น่าสงสารสัก 3 ที เหมือนหนูแฮมเตอร์ในกรง จากนั้นนั่งทำการบ้านให้เสร็จ ผ่านไปสักพัก แม่ก็มาขอโทษ และบอกหนูว่า แม่ขอโทษนะลูก ที่แม่ตะหวาดแรงไปหน่อย ส่วนหนูก็ขอโทษแม่ที่ไม่ยอมทำการบ้าน จากนั้นเรา 2 คนแม่ลูกก็กอดกันอย่างอินเลิฟ" พูกันเล่า


 "โลกมายา" ลูกสุข แม่ห่วง
     
       การทำงานในวงการบันเทิง เป็นสิ่งที่พูกันมีความสุขมากงานหนึ่ง เพราะได้เห็นตัวเอง และได้แสดงออก แต่ความสุขตรงนี้ บางครั้งอาจทำให้คนเป็นแม่รู้สึกเป็นห่วงไม่น้อย
     
       "เราก็เคยถามเขานะ ว่าลูกไม่ทำไหม ลูกไม่ต้องทำ ลูกอยู่บ้าน แม่เลี้ยงได้อยู่แล้ว แต่ในเมื่อลูกบอกว่า เขามีความสุขที่ได้แสดง ได้เห็นภาพ และฟังเสียงตัวเอง เราก็ปล่อยให้ลูกทำ แต่ถ้าถามเรา เราสงสารลูกนะ เพราะวงการมันเป็นงานที่หนัก แต่ก็คิดในแง่ดี เพราะโอกาสที่จะได้เข้ามาตรงนี้มันไม่ง่าย" คุณแม่ฮาบอก
     
       ส่วนประเด็นเรื่องดาราเด็ก ที่ถูกสังคมคนดูมองว่า พ่อแม่ใช้ให้ลูกทำงานหนักเกินไปนั้น คุณแม่ฮาบอกว่า "เราก็ไม่ใช่แม่ใจร้าย ที่จะให้ลูกทำงานจนลืมพักผ่อน ซึ่งแม่เอง แม่ก็จะคุยกับพี่ผู้กำกับก่อน เช่น ถ่ายเต็มที่ 4 ทุ่มนะ เพราะน้องคงหมดแรงแล้ว หรือถ้าช่วงไหนที่ลูกต้องเรียน ก็จะให้ลูกเพลาๆ ลง"
     
       ด้านพูกัน เธอยอมรับว่า การทำงานในวงการตั้งแต่อายุยังน้อย บางครั้งต้องรับแรงกดดันไม่ต่างจากผู้ใหญ่ แต่ทุกครั้งที่มีปัญหา แม่จะเข้ามาเติมพลัง ด้วยกำลังใจอยู่เคียงข้างเสมอ
     
       "บางทีถ้าเกิดว่า มันไม่ไหวจริงๆ เราก็จะบอกกับพี่ๆ ทีมงานว่าเราปวดห้องน้ำ ซึ่งอาจจะไปร้องไห้กับแม่ในห้องน้ำ เวลาที่หนูมีปัญหา แม่ให้กำลังใจที่ดีมาก" พูกันเล่า พร้อมกับบอกต่อไปว่า นอกจากกำลังใจ เธอมักจะขอ "พลังนมแม่" ซึ่งเป็นคำที่เธอเชื่อมั่นมาตั้งแต่เล็กว่า นมแม่ที่เธอได้รับ ช่วยเติมพลังให้เธอเป็นเด็กที่แข็งแรงในวันนี้ ดังนั้นเวลามีปัญหาเธอจะขอพลังนี้กับแม่ เพราะมันทำให้เรื่องร้ายๆ ผ่านไปได้ด้วยดี

คู่แม่ลูก "พูกันกับคุณแม่ฮา"
       ถึงแม้งานในวงการจะหนัก และเหนื่อย แต่ประสบการณ์ที่พูกันได้รับ ถือเป็นโอกาสที่ได้มากกว่าเด็กคนอื่น เช่น ความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ สิ่งนี้พูกันบอกว่า ช่วยให้เธอกับเพื่อนมีความปรองดองกันมากขึ้น ไม่มีนิสัยเป็นเด็ก ที่เวลาไม่พอใจอะไรก็โกรธ เอาชนะกัน หรืออยากเป็นหัวหน้ากัน แต่การที่เราโต และมีประสบการณ์มากกว่า การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ จึงมีมากกว่า ดังนั้นเธอกับเพื่อนจึงไม่ค่อยมีเรื่องกัน เพราะถ้าเกิดปัญหา เรื่องไหนยอมได้ก็จะยอม
     
       การเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิง เรื่องข่าวเป็นสิ่งที่นักแสดงทุกคนเลี่ยงได้ยาก ในฐานะที่พูกัน นักแสดงที่จะเติบโตไปเป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ในวันข้างหน้า เธอบอกว่า การวางตัวอย่างถูกกาลเทศะเป็นสิ่งที่นักแสดงทุกคนต้องมี เหมือนกับที่แม่จะสอนเธอในเรื่องนี้อยู่ตลอด
     
       "สมมติกองนี้เป็นกองดุ เราก็ต้องเชื่อฟังเขา ตรงกับสำนวนที่ว่า เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ทั้งกติกา และมารยามในกอง รวมไปถึงความอ่อนน้อมถ่อมต้น ไหว้ไว้ก่อนแม่สอนไว้ หรือถ้ามีอารมณ์เย้วๆ กับเพื่อนมา แต่พอเข้ากองถ่าย ต้องเปลี่ยนอารมณ์ให้ถูกกาลเทศะ กลายเป็นข้าเจ้าเป็นสาวเชียงใหม่ในทันที" พูกันบอกถึงสิ่งแม่สอนมาตลอด
     
       ด้านการแบ่งเวลา ระหว่างเรียนกับการทำงาน พูกันบอกว่า ถึงแม้จะมีงานเข้ามาเรื่อยๆ แต่เธอก็ไม่เคยทิ้งการเรียน ซึ่งเธอจะใช้เวลาเรียนในห้องอย่างเต็มที่ เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ส่วนเรื่อง อนาคต เธออยากทำงานเบื้องหลัง เป็นคนทำหนัง ด้วยเหตุผลที่ว่า มันได้ปลดปล่อย ได้คิดพล็อตเรื่องเอง คิดฉากเอง เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีสู่สังคม โดยเฉพาะเรื่องของบาปบุญคุณโทษ คือสิ่งที่เธออยากจะสะท้อนให้สังคมได้ตระหนัก
     
       นอกจากนั้น ยังรวมไปถึงสถานการณ์บ้านเมือง ที่เธอเสนอความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า "การที่คนจะรัก สามัคคีปรองดองกันได้ มันต้องเริ่มจากอย่างแรกก่อนเลย คือ การมีน้ำใจให้กัน อย่าแบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งสี ขอให้หันมารวมกันเป็นหนึ่ง ไม่เช่นนั้นโลกจะแตกเป็นครึ่ง อีกทั้งยังก่อให้เกิดโลกร้อนได้ด้วย เพราะการทะเลาะกันย่อมต้องใช้อาวุธ ดังนั้นยิ่งทะเลาะกันมาก ก็ต้องผลิตอาวุธออกมามาก ทำให้โรงงานปล่อยควันพิษที่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา โลกจึงร้อน ทางที่ดีหันมาจับมือปลูกต้นไม้กันดีกว่า ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเพิ่มก๊าซออกซิเจนให้โลกได้มาก"
     
       แม่ลูกสารภาพความในใจ
       

       ถึงวันนี้ คุณแม่ฮา เผยความรู้สึกว่า "ภูมิใจในตัวลูกมาก เขาน่ารัก กระตือรือร้น ร่าเริง แจ่มใส เวลาทำงานจะตั้งใจมาก บางทีเราก็เคยนั่งมองลูกตอนทำงานนะ ไม่ว่าจะตอนท่องบท แสดงละคร เราก็บอกกับตัวเองว่า เด็กคนนี้น่ารักจังเลย ในเรื่องเรียน เขาก็ให้ความใส่ใจมาตลอด ผิดหวังอะไร ก็จะมากอดเรา ขอกำลังใจ ขอพลังจากเรา ทำให้เวลาเราอยู่ใกล้เขา เราอบอุ่น เราติดเขาเหมือนกันนะ ไม่ใช่เขาติดเราอย่างเดียว (หัวเราะ) อยากให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง มีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ"
     
       ขณะที่พูกันบอกด้วยเสียงเหมือนคนจะร้องไห้ว่า "ในชีวิตนี้ สิ่งที่อยากทำให้แม่ คือ ขอให้แม่มีความสุข เดี๋ยวหนูจะช่วยหาเงินมาให้แม่เอง เพราะแม่เหนื่อยมาเยอะแล้ว" เล่าเสร็จ พูกันถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ลุกไปโผกอดคุณแม่ทั้งน้ำตาด้วยความซาบซึ้งในความรัก และพลังนมแม่ที่มีให้เธอมาตลอด นี่คือ นักแสดงเด็กดีที่ชื่อ "พูกัน-นัดตะวัน ศักดิ์ศิริ” พลังนมแม่ หนูรักแม่

Check out ASTV ผู้จัดการออนไลน์:คุยกับดาราเด็กดี พูกัน-นัดตะวัน ...พลังนมแม่ หนูรักแม่

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไขปัญหานมคัด

นมทำไมจึงคัด
+ สาเหตุที่แม่ทำให้แม่คัดหน้าอกเกิดจากอะไร...
อาการน้ำนมคัดเป็นอาการที่บอกว่าการผลิตน้ำนมนั้นดี แต่มีการระบายออกน้อยกว่าที่ผลิต มักเกิดจากลูกนอนนานไป หรือลูกกินน้อยเกินไปจนเหลือค้างในเต้าจนเกิดอาการขึ้นมา
ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็จะทำให้เต้านมผลิตน้ำนมลดลงเพราะระบบอ่านค่าว่าการผลิตมากเกินไปจนเกินกำลังจะใช้ ทั้งยังต้องรอระยะเวลาให้น้ำนมที่มีในเต้าดูดซับกลับไปในระบบไหลเวียนของแม่เป็นการรีไซเคิล ถ้าปริมาณน้ำนมยังถูกกระตุ้นให้ผลิตอยู่หรือคั่งค้างอยู่นาน

เต้านมก็เหมือนส่วนอื่นๆที่อาจมีอาการบวมตึงได้เมื่อการไหลเวียนของระบบเลือดและน้ำเหลืองไม่ดี ลองนึกถึงเต้านมที่มีน้ำนมเต็มหนักอึ้ง น้ำเหลืองและเลือดจะบวมคั่งการรักษาทั่วไปก็ต้องช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโดยการประคบร้อนหรือนวดเบาๆ แต่ถ้าเกิดการบวมจนแข็งนั่นหมายถึงการคั่งไปปิดทางระบายทั้งหลายก็ต้องทำให้การบวมนั้นลดลงประกอบกับระยะที่ว่านี้มักทำให้มีอาการเจ็บปวดเราจึงต้องใช้ความเย็นมาช่วยบรรเทาอาการบวมให้น้ำนมระบายมาได้ก่อนอาการจะค่อยๆดีขึ้น

นมคัดเกิดขึ้นเมื่อไร?
ส่วนใหญ่มักเกิดในช่วงวันที่ 7-14 หลังคลอดเพราะแรกๆน้ำนมยังค่อยๆเพิ่มการผลิตทีละน้อย ในช่วงอาทิตย์แรกๆจึงจำเป็นให้ลูกกินนมอย่างน้อย 8ครั้งต่อวันเพราะถ้าน้อยกว่านี้จะพบว่าแม่มักมีอาการคัดตึงเต้านม นมค้างในเต้า ที่สำคัญก็คือมันจะไปทำให้น้ำนมผลิตน้อยลง มีการวิจัยหลายชิ้นให้ความสำคัญกับช่วงเวลา 2 อาทิตย์แรกเป็นอย่างมากเพราะจะมีผลในระยะยาวได้ เมื่อใดที่รู้สึกว่าเต้านมหนักตึงก็ให้ลูกดูดนมระบายน้ำนมเสมอ กรณีที่คุณแม่ปั้มน้ำนมให้ลูกกินก็ต้องทำเหมือนกันคืออย่างน้อยทุก 3-4 ชั่วโมงต้องมีการระบายน้ำนมและควรปล่อยให้ระบบร่างกายแม่และลูกปรับได้ดี ก่อนการใช้เครื่องปั้ม เพราะการตอบสนองจะยึดหลัก Demand VS Supply

ข้อควรรู้เกี่ยวกับนมคัด
 น้ำนมไม่ได้รับการถ่ายออกจากเต้านม เนื่องจากแม่ให้ลูกกินนมไม่บ่อยพอลูกไม่ได้กินนมจากเต้า จากการศึกษาพบว่าระยะเวลาที่ลูกดูดนมจากเต้าในวันแรกๆ ยิ่งดูดนานแม่จะมีอาการเจ็บจากเต้านมน้อยกว่าคนที่ให้ลูกดูดน้อยกว่า
 . แม่มีเต้านมขนาดเล็ก ปริมาณน้ำนมที่เพิ่มขึ้นเร็วจะทำให้เกิดอาการเต็มเต้าได้เร็วกว่าแม่ที่มีเต้านมขนาดใหญ่
 คุณแม่ที่เคยมีลูกมาแล้ว พบว่าในลูกคนแรกเกิดอาการคัดได้น้อยกว่าลูกคนหลังๆ
 แม่ที่ถูกแยกจากลูกในวันแรกๆ หลังคลอดเพราะลูกไม่ได้มีการดูดนมเอา colostrum ระบายออกไปบ้าง ในขณะที่เต้านมมีเลือดมาเลี้ยงมากในสองสามวันแรกหลังคลอดหรือมี การเว้นช่วงการให้กินนมนานเกินไป เช่น ลูกหลับนาน หรือแม่ทำธุระอยู่ไม่สามารถให้นมหรือบีบน้ำนมออกได้เป็นเวลานานกว่า 4-5 ชั่วโมง
 การอุ้มและการดูดของลูกไม่ถูกต้องทำให้ไม่สามารถขับน้ำนมออกได้เต็มที่

+ วิธีจัดการและดูแลตัวเองอย่างไร นอกจากการ ปั้มออกเพื่อลดการคั่งของน้ำนม
1. ให้ลูกกินนมให้บ่อยขึ้น โดยไม่จำกัดเวลาในการดูดนม ให้กินจนอิ่มทั้งกลางวันและกลางคืน ในเด็กเล็กเดือนแรกๆยังต้องตื่นบ่อยเพราะกระเพาะยังจุน้ำนมได้น้อยอยู่

2. การประคบร้อน จะใช้ในกรณีที่เต้านมยังคงนิ่มอยู่บ้าง ไม่บวมจนแข็งมาก อุปกรณ์ที่ใช้ประคบอาจเป็นผ้าเปียกน้ำร้อนหมาดๆ สำหรับคุณแม่ที่ไม่ชอบเปียกแฉะอาจใช้ถุงผ้าใส่เมล็ดข้าวสารหรือถั่วที่ถูกทำให้ร้อน โดยไมโครเวฟหรือการคั่วเผา บางคนอาจชอบใช้ผ้าขาวบางห่อข้าวเหนียวหุงร้อนๆ ประคบสัก 5-10 นาที ก่อนให้นมลูก น้ำอุ่นจากฝักบัวช่วยได้เช่นกัน

3. การประคบเย็น ใช้ได้ดีในการลดอาการปวดเต้านม และเป็นวิธีที่จะช่วยลดอาการบวมของเต้านมในกรณีที่บวมแข็งซึ่งมักพบว่าน้ำนมไม่ไหลเลย แม้จะบีบ นวด ปั้มก็ตาม เพราะอาการคั่งน้ำในเต้านมควรใช้ผ้าเย็นจัดหรือ Icepack วางประคบประมาณ 15-20นาทีทำบ่อยๆ ในช่วงที่เต้านมแข็งและปวด อาจรับประทานยาแก้ปวดพวกพาราเซตามอลร่วมด้วย บางรายที่มีอาการคัดตึงมากการใช้ยาลดบวม เช่น Danzen ได้ หรืออาจจะใช้กะหล่ำปลีแช่เย็นวางประคบเต้านมซึ่งมีการศึกษาพบว่าสามารถช่วยลดความเจ็บปวดเต้านมและลดอาการบวมของเต้านมได้ดี ส่วนแพทย์แผนไทยเค้าใช้ใบพลูวางบนเต้านมหมั่นเปลี่ยนบ่อยๆค่ะ

4. การบีบน้ำนมด้วยมือเบาๆเพื่อให้ลานนมนุ่มลง เพื่อให้ลูกดูดได้ดีขึ้นบางท่านอาจใช้ปทุมแก้วหรือสวม breast shells พลาสติกหนาที่มีรูเปิดสำหรับหัวนมและมีแผ่นซิลิโคนคอยนวดที่ลานนมครอบบนเต้านมเพื่อนวดลานนมให้นิ่มและกระตุ้นกลไกน้ำนมพุ่ง สัก 30 นาทีก่อนให้นมหรืออาจจะใส่ไว้เรื่อยๆ ก็ได้เพราะน้ำนมจะสามารถไหลออกมาได้ตลอดเวลาเพื่อลดอาการคั่งในเต้านม แต่ห้ามบีบน้ำนมหรือปั๊มออกจนหมดเต้ายกเว้นลูกไม่สามารถดูดนมจากเต้า
จึงจะปั๊มออกทุก 3 ชั่วโมง เพื่อบรรเทาอาการน้ำนมคั่งลง
5. สวมยกทรงที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อยกทรงที่มีขอบลวดหรือคับแน่นเกินไป เพื่อประคองเต้า การใช้ผ้าพันหรือตะเบ็งมานก็ใช้ได้เช่นกัน
นมเต็มเต้า นมคัด เต้านมอักเสบ ต่างกันอย่างไร
นมเต็มเต้า นมคัด เต้านมอักเสบ



นมเต็มเต้า อาจเกิดในวันที่ 4-7 หลังคลอดหรือเกิดตลอดการให้นม เต้านมจะตึงๆ หนักๆ ขนาดขยายขึ้น ผิวเต้านมอาจอุ่นๆบ้าง แต่ไม่มีไข้ อาการทุกอย่างจะหายไปเมื่อน้ำนมระบายออกไปได้
นมคัด ระยะเวลาที่เกิดจะเป็นหลังวันที่ 7 ไปแล้ว อาจมีอาการเต้านมแข็ง บางครั้งน้ำนมไม่ไหล
ออกมาเวลาปั๊มหรือบีบ บางครั้งหลังจากลูกดูดนมไปสักพักจะดึงหัวนมและน้ำนมไหลพุ่ง
อาจมีอาการร้อนของเต้านม บางครั้งมีอาการ เหมือนเป็นไข้
เต้านมอักเสบ จะมีอาการปวด บวม แดง ร้อน อาการเหมือนเป็นไข้หรือมีไข้สูง เต้านมบางส่วนอาจนิ่มและคลำได้ก้อนน้ำนมเป็นจุดๆตรงบริเวณที่บวมแดง ถ้ามีแผลที่หัวนมก็จะแสดงอาการอักเสบต้องระมัดระวังเพราะอาจนำไปสู่การเป็นฝีได้


Reference:
• Cox, S. 2004. Breastfeeding with confidence. Finch. Sydney

• Brodribb,W.2006 (edited by) 3rd edition Breastfeeding Management: Australian Breastfeeding Association. Ligare Pty Ltd Riverwood NSW Australia.

• Utah Department of Health. 2004. Breastfeeding Module. Utah USA

• Lawrence. R. A, Lawrence R.M. 1999. Breastfeeding a Guide for the Medical Profession. Mosby. Sydney

• Oddy,W, Breastfeeding protects against illness and infection in infants and children: a review of the evidence, Breastfeeding Review, vol.9, no.2, 2001, pp.: 11-18.

• Walker.M. 2002. Core Curriculum for lactation Consultant Practice. International Lactation Consultant Association, ILCA. Jones and Bartlett. Boston

• WHO,UNICEF.2006.BFHI Revised Edition.

สัปดาห์นมแม่โลก 2553 มาร่วมขบวนพาเรด"พลังรักนมแม่.แค่ 10 ขั้น.

2 สิงหาคม 2553 เวลา 10.00-11.30 น.ที่โรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิท มาร่วมฉลองสัปดาห์นมแม่โลก เพื่อแสดงให้สังคมได้ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อันเป็นสิ่่งจำเป็นสำหรักทารกทุกคน กิจกรรมที่อยากเชิญชวนคือการมาร่วมขบวนพาเรด พลังรักนมแม่ แค่ 10 ขั้น มารู้จักกับกลุ่มแม่และกลุ่มสนับสนุนต่างๆทั้งคนไทยและต่างชาติที่มีในสังคม รับฟังประสบการณ์จากแม่ รับรู้ความสำคัญของบันได 10 ขั้น และอื่นๆอีกมากมาย

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Next Baby Wearing Club

The Pilates Studio will be hosting the Bangkok Babywearing Club!

Have a baby or expecting one? Love using baby slings? Want to learn how?

Parents and parents-to-be ...
Join us for slings and coffee at the Bangkok Babywearing Club in our new location at The Pilates Studio.

- Try on slings in our sling library
- Bring your slings for one-on-one help

Friday, July 16
9:30 to 11:30am at The Pilates Studio
THB150 donation to cover the cost of coffee and snacks
For more information contact Cari Chou at (081)855 6418 or email bangkok.babywearing.club@gmail.com

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ให้ลูกกินนมกระป๋อง แน่ใจหรือ สิ่งพ่อแม่ควรรู้- หนังสือแจกฟรี


ให้ลูกกินนมกระป๋อง แน่ใจหรือ?

สิ่งที่พ่อแม่มือใหม่ทุกคนควรรู้เกี่ยวกับนมผงดัดแปลงสำหรับทารก

จัดทำโดย   :
  www.breastfeedigthai.com
จำนวนหน้า : 
72
ปีที่พิมพ์      : 
1/2553 จำนวน 20,000 เล่ม
ขอรับหนังสือได้ด้วยการสอดซองจ่าหน้าถึงตัวเองพร้อมติดแสตมป์ 6 บาท ส่งไปที่ ตู้ปณ.79  ปณศ. อ่อนนุช  กทม. 10250

คลอดในน้ำ พาทัวร์ห้องคลอด


 แม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์จะก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ก็มีว่าคุณแม่ตั้งครรภ์อีกจำนวนมากที่ยังวิตกกังวลถึงการให้กำเนิดทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตัดสินใจเลือกวิธีการคลอด ว่าเราควรจะคลอดแบบไหนดี จะผ่าคลอด หรือคลอดเอง ซึ่งในความกลัวเหล่านี้อาจสามารถบรรเทาลงได้ ปัจจุบันคุณแม่หลายท่านจึงสามารถเลือกแบบการทำคลอดได้ เพื่อลดความกังวลระหว่างคลอด แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์อย่างใกล้ชิด
      
       ทางการแพทย์แบ่งการคลอดเป็น 2 ประเภท คือ การคลอดปกติ และการคลอดแบบผิดปกติ ซึ่งการคลอดปกตินั้นเป็นการคลอดทางช่องคลอดที่คุณแม่สามารถคลอดได้เองตามธรรมชาติ (Natural Birth หรือ Active Birth) ซึ่งคุณแม่เป็นจุดศูนย์กลางของกระบวนการคลอด แพทย์ หรือพยาบาลแทบจะไม่เข้าไปแทรกแซงในกระบวนการเพื่อคงความเป็นธรรมชาติมากที่สุด และไม่ใช้เครื่องมือ หรือยาปฏิชีวนะช่วยในการทำคลอด... ซึ่งปัจจุบันคุณแม่สามารถเลือกได้ว่าจะคลอดในน้ำ หรือจะเลือกเป็นการยืน - นั่งคลอด หรือคลอดบนเตียงก็ได้
      
       สำหรับการคลอดในน้ำ ซึ่งหลาย ๆ คนหันมาให้ความสนใจมากขึ้นนั้น เป็นการคลอดตามธรรมชาติอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเน้นให้คุณแม่เจ็บท้องคลอดมาเอง ซึ่งปากมดลูกจะนิ่ม และเปิดได้เอง ซึ่งการคลอดในน้ำเช่นนี้ไม่ใช้ยาเร่งคลอดกับคุณแม่ และไม่ใช้เครื่องมือใดๆ ช่วยในการคลอด แต่จะใช้วิธีธรรมชาติบำบัด เช่น แช่น้ำอุ่นในอ่างทำคลอดช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว และทำให้สารความสุขหลั่งออกมา ซึ่งโดยธรรมชาติจะมีการหลั่งสารลดความเจ็บปวดในการเบ่งคลอดอยู่แล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับความอดทนได้ของคุณแม่ในแต่ละคน... นอกจากนั้น ยังมีการนวด เปิดเสียงเพลง และกลิ่นอโรมา เพื่อช่วยในแง่ของความรู้สึกเกิดความผ่อนคลาย จนทำให้คุณแม่ทนอยู่กับอาการเจ็บปวดระหว่างการเบ่งคลอดได้
      
       ทั้งนี้ การคลอดในน้ำจะหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะ ยกเว้นมีการร้องขอจากคุณแม่ในการใช้ยาลดความเจ็บปวดระหว่างการเบ่งคลอด ซึ่งก็ต้องอยู่ในความดูแลของคุณหมอผู้ทำคลอดอย่างใกล้ชิด โดยคุณแม่สามารถเลือกคลอดในน้ำได้ แต่ต้องเป็นการตั้งครรภ์แบบปกติ และเด็กกลับตัวอยู่ในท่าหัวลง ไม่ได้อยู่ในท่าก้นลง
      
       สำหรับการคลอดผิดปกติ ซึ่งเป็นการคลอดในภาวะที่มีข้อบ่งชี้ หรือแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าไม่สามารถคลอดได้เองตามธรรมชาติ จึงทำการคลอดทางปากช่องคลอดโดยใช้น้ำเกลือเร่งคลอด หรืออาจมีการใช้เครื่องดูดแบบสูญญากาศ ซึ่งใช้ในกรณีที่คุณแม่ไม่มีแรงเบ่งคลอดเอง หรือการใช้คีมช่วยดึงเด็กออกมาขณะที่มดลูกคุณแม่บีบตัวซึ่งใช้ในกรณีที่ลูกไม่ยอมหมุนตัวออกมาทางปากช่องคลอด

คุณมีนะ สพสมัย
       ทั้งนี้ หากการคลอดข้างต้นเป็นไปไม่สำเร็จ หรือคุณแม่ร้องขอตั้งแต่ก่อนการคลอด แพทย์อาจวินิจฉัยให้มีการผ่าท้องคลอด (Cesarean Section) คือ การผ่าตัดเอาเด็กออกมาทางหน้าท้อง โดยในอดีตจะผ่าท้องตามแนวยาวของลำตัว แต่ปัจจุบันเป็นการผ่าแบบขวางลำตัว ทั้งนี้ การผ่าท้องคลอดเป็นไปเพื่อให้การคลอดสะดวกขึ้น และบรรเทาอาการเบ่งคลอดของคุณแม่
      
       คุณมีนะ สพสมัย พยาบาลผู้เชี่ยวชาญ กรรมการมูลนิธิส่งเสริมการคลอด และการเลี้ยงดูด้วยนมแม่แห่งประเทศไทย วิทยากรในกิจกรรมดังกล่าว เปิดเผยว่า "ความตื่นเต้นหรือความหวาดกลัวการไปคลอดเกิดขึ้นกับคุณแม่ทุกคน ซึ่งเรื่องของการคลอดจะง่าย หรือยาก และรู้สึกดี ไม่ดีนั้น ไม่ใช่เรื่องของคุณแม่คุณลูกเพียงอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับทุกคนที่อยู่รอบข้างด้วยไม่ว่าจะเป็น พยาบาลที่คอยช่วยเหลือ หรือคุณหมอแต่ละท่านในห้องคลอดที่จะให้ความรู้หรือแม้กระทั่งคุณพ่อที่จะ คอยให้กำลังใจ คุณแม่ตลอดระยะเวลาของการคลอดยิ่งมีความสำคัญกับความยากง่าย และประสบการณ์ในการคลอดทั้งหมด เมื่อเรามีการเตรียมพร้อมในเรื่องของกำลังใจแล้ว คุณแม่ควรใฝ่หาความรู้ในเรื่องของการปฏิบัติตนก่อนไปคลอด เพื่อนำกลับไปทำความเข้าใจกับคนที่บ้าน และไม่ทำให้คุณแม่รู้สึกหวาดกลัวยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับตัวคุณแม่เองที่จะได้ฝึกจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกกลัวได้ในแต่ละช่วงของการเจ็บท้องคลอด"
      
       
"ซึ่งปกติกำหนดของการคลอดอาจมีความคลาดเคลื่อนเร็วกว่า หรือช้าไปจากคุณหมอกำหนดประมาณ 2 สัปดาห์ และส่วนมากอาการของเวลาเจ็บท้องคลอดนั้นมีความแตกต่างกันในแต่ละคน บางคนอาจจะส่งเสียงร้องโวยวายมาแต่ไกลโดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ทั้งๆที่นิสัยเดิมไม่ได้เป็นคนเช่นนั้น ในขณะที่บางคนอาจเก็บอารมณ์ นิ่งและสุขุม ดังนั้น คุณพ่อควรทำความเข้าใจเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องแรกระยะการเจ็บท้องจนถึงการคลอดจะเป็นไปได้ถึง 10-12 ชั่วโมง เป็นการเจ็บท้องเป็นระยะๆ หรือมดลูกบีดรัดตัวทุกครึ่งชั่วโมง มีช่วงให้ผ่อนคลายเรียกว่าการ “เจ็บท้องเตือน” ซึ่งในระยะนี้คุณแม่ยังไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล แต่เมื่อใดมีการเจ็บท้องในลักษณะที่มดลูกบีบรัดตัวทุก 10-15 นาที และถี่แรงทุก 2 นาทีคือภาวะการ “เจ็บท้องจริง” ควรเริ่มมาพบแพทย์แต่ยังมีเวลาให้ตั้งหลักอยู่"
      
       "ทั้งนี้ มดลูกจะเริ่มมีการหดรัดตัวถี่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งปกติเมื่อครบ 1 ชั่วโมง ปากมดลูกจะเปิด 1 เซนติเมตร โดยสัญญาญที่แสดงให้รู้ว่าใกล้คลอดแล้วคือปากมดลูกเปิดครบ 10 เซนติเมตร ทั้งนี้คุณแม่ยังต้องรอการเบ่งคลอดอีกประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นระยะเวลาที่คุณแม่เจ็บท้องคลอดนั้น คุณพ่อ หรือคนใกล้ชิดยังมีเวลาเตรียมตัวกัน"

       "แต่หากเกิด ภาวะถุงน้ำคร่ำแตก อาจจะยังไม่คลอดภายใน 24-48 ชั่วโมง (ในท้องแรก) ควรตั้งสติ และสังเกตสีของน้ำคร่ำ ซึ่งโดยปกติจะมีลักษณะขาวใส อาจมีเมือก มีไขมันปนมาเล็กน้อย คุณแม่คุณพ่ออาจไม่ต้องตกใจจนเสียสติ เพราะยังมีเวลาที่จะเตรียมตัวอยู่ แต่หากน้ำคร่ำมีสีเขียว หรือมีมูกเลือดปนมา ควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ซึ่งอย่างไรแล้วเมื่อมีน้ำคร่ำคุณแม่ควรใส่ผ้าอนามัยไว้ เพื่อสะดวกในการเฝ้าสังเกตปริมาณน้ำคร่ำ และสีได้” คุณมีนะ สพสมัย กล่าว
      
       ลักษณะอาการของคนใกล้คลอดจะมีความแตกต่างกันในแต่ละคน โดย 15% ของคุณแม่จะมีภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนที่มดลูกบีบรัดตัว ส่วน 85% มีอาการบีบรัดตัวของมดลูกก่อนที่ถุงน้ำคร่ำจะแตก แต่ภาวะอาการเหล่านี้ก็ไม่หมายความว่าเด็กจะคลอดออกมาทันที
      
       ทั้งนี้ คุณแม่ควรสังเกตลักษณะ จังหวะการบีบรัดตัวของมดลูก ซึ่งสามารถจับความรู้สึกของมดลูกคลายตัว และแข็งตัวได้ ซึ่งการนับจังหวะ หรือระยะเวลาห่างระหว่างมดลูกหดรัดตัว และคลายตัว จึงถือเป็นประโยชน์สำหรับแพทย์ในการวินิจฉัยเบื้องต้นสำหรับช่วงเวลาทำคลอดได้ จากนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจในเรื่อง การดิ้นของลูกในท้อง หลังจากที่ถุงน้ำคร่ำแตกด้วย เพราะเป็นการบอกถึงความแข็งแรงของลูกได้ ซึ่งพัฒนาการต่างๆ ของลูกสามารถสังเกตได้จาก การตอบสนองผ่านการดิ้นของลูก ดังนั้น ก่อนจะถึงภาวะใกล้คลอดนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรสร้างความเคยชินกับลูกตัวน้อย โดยการหมั่นพูดคุยกับลูกในท้อง เพราะถือว่ามีความสำคัญต่อสมอง และพัฒนาการของลูกมาก ซึ่งเสียงผู้ชาย (พ่อ) กับเสียงผู้หญิง (แม่) เวลาพูดคุยมีความแตกต่างกัน เพราะความถี่ของคลื่นเสียงต่างกัน และทำหน้าที่กระตุ้นสมองในส่วนที่ต่างกัน และน้ำเสียงที่ให้ลูกได้ยินตั้งแต่ท้อง 7 เดือนขึ้นไปเป็นเสียงที่ลูกสามารถจำได้ และรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้ยินเสียงในลักษณะนี้ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยถึงเสียงเพลงที่เปิดในระหว่างช่วงการตั้งครรภ์ เวลามาเปิดซ้ำอีกครั้งหลังจากคลอดแล้ว สามารถทำให้เด็กหยุดร้องไห้ สงบอารมณ์ลงได้อย่างน่าเหลือเชื่อ...
       ศศิพินทุ์ อุษณีย์มาศ บรรณาธิการนิตยสาร Modern Mom กล่าวถึงกิจกรรมทัวร์ห้องคลอดครั้งนี้ว่า “การคลอดลูก เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งในชีวิตของการเป็นผู้หญิงและการเป็นแม่ แน่นอนว่ามีว่าที่คุณแม่หลายๆ คนอาจกังวลกับเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาที่นิตยสาร Modern Mom จัดกิจกรรมพิเศษพาคุณพ่อคุณแม่ทัวร์ห้องคลอด เพื่อทำความรู้จักกับวิธีการคลอดในแบบต่างๆ พร้อมสัมผัสกับบรรยากาศจริง รวมถึงได้รับคำแนะนำดีๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านการคลอด ซึ่งเราเชื่อว่าจะช่วยให้คุณแม่เตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง และเกิดความมั่นใจในการคลอดที่ปลอดภัยทั้งแม่ และลูกค่ะ”
จากผู้จัดการออนไลน์
 http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9520000094267

นมแม่ : กินเพื่อสองเรา

กินเพื่อสองเรา
โดย: มีนะ สพสมัย

ช่วงให้นมแม่ จะกินอย่างไรให้เจ้าตัวน้อยได้รับสารอาหารที่มีคุณค่า ให้คุณแม่มีสุขภาพที่สมบูรณ์และไม่มีปัญหาเรื่องการควบคุมน้ำหนัก เรื่องนี้มีคำตอบให้อยู่แล้ว
กินแบบนี้เพิ่มน้ำนมได้ไหม

การกินอาหารสูตรเด็ดเช่น แกงเลียง ยำหัวปลี ไก่ผัดขิงจะเพิ่มน้ำนมได้จริงหรือ อันที่จริงสูตรเด็ดนี้ไม่มีข้อเสียอะไรแถมยังได้รับสารอาหารที่เหมาะสม ก็น่าจะช่วยให้คุณแม่มีสุขภาพที่ดี ทำให้มีน้ำนม แต่ต้องไม่ลืมว่าน้ำนมจะมีมากถ้าให้ลูกดูดบ่อยๆ เมื่อนมถูกดูดจนเกลี้ยงเต้า น้ำนมก็จะถูกสร้างกลับมาใหม่อีก

บ้างก็ว่ากินอาหารที่มีโปรตีนสูง ไขมันสูงจะทำให้นมข้นขึ้น ก็เพราะว่าเมื่อแม่ได้รับสารอาหารดีน้ำนมก็ดีด้วย ปริมาณน้ำในนมจะลดลงบ้างถ้าแม่ได้อาหารไม่พอ แต่คุณภาพน้ำนมจะไม่ลดลงเพราะจะดึงเอาสารอาหารสะสมในตัวแม่มาสร้างน้ำนม นี่แหละถึงจะเรียกว่ากินนี้เพื่อสองเรา
หลังคลอดอดอาหารลดน้ำหนักเลยจะดีไหม
การลดน้ำหนักทันทีหลังคลอดเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะคุณแม่จะมีกิจกรรมเพิ่มขึ้น การพักผ่อนนอนหลับที่เปลี่ยนไปจากที่เคยหลับยาวตลอดคืนมาเป็นหลับๆ ตื่นๆ ลุกเปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นม แค่นี้ก็ทำให้น้ำหนักลดกันฮวบฮาบแล้ว ขอแต่ให้ได้ทำจริงรับรองสถาบันไหนก็ต้องหลบสถาบันเลี้ยงลูกเองค่ะ แต่ถ้าผ่านไปเดือนสองเดือนทุกอย่างยังเหมือนเดิมเจ็ดสิบแปดก่อนคลอด หลังคลอดก็เจ็ดสิบเจ็ด ค่อยคิดเพื่อการออกกำลังกายและควบคุมอาหารไม่กินมันกินหวานก็ค่อยมาว่ากันใหม่

วันนี้อยากแนะให้หาใครมาช่วย เพื่อแม่จะได้กิน ได้นอนเป็นเวล่ำเวลาหน่อย เพราะแรกๆ กว่าจะรู้ใจกัน (พ่อ-แม่-ลูก) บางทีแม่น้ำตาตก พ่ออารมณ์ป่วน เพราะลูกร้องบอกแต่พ่อแม่ยังแปลไม่ออกว่าลูกบอกว่าอะไร ถ้าจะเปรียบเป็นทางโค้งก็คงเป็นโค้งแห่งความสำเร็จ พอเลยโค้งไปเส้นทางก็ง่ายอีกเยอะ ที่ว่ามานี้ไม่ได้หมายความว่าต้องหาคนอื่นมาช่วยให้ได้นะ แต่มีไว้ก็ดีไม่มีก็ไม่เป็นไร เหนื่อยนิดแต่ก็มีความสุขค่ะ
กินอย่างไรจึงจะดี
แม่ตั้งครรภ์และหลังคลอดมีความต้องการเกลือแร่พวก เหล็ก แคลเซียม สารอาหารโปรตีน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ยังไม่ได้ตั้งครรภ์ คุณแม่เพียงแค่กินอาหารให้ครบทั้งข้าว แป้ง เนื้อสัตว์ ไข่ เต้าหู้ เมล็ดถั่วต่างๆ นม ผักผลไม้ อาหารที่มีกากใย ส่วนไขมัน เกลือ น้ำตาลสามอย่างนี้กินให้น้อยไว้เป็นดี เพราะจะทำให้อ้วนเกินจำเป็น

ผักสด ผลไม้สดเป็นแหล่งสำคัญของแร่ธาตุและวิตามินกินได้มากหน่อย แต่ต้องดูแลล้างให้สะอาดจะได้ไม่ท้องเสีย ผักใบเขียวและถั่วเมล็ดแห้ง งาดำเป็นแหล่งสำคัญของโฟลิกและธาตุเหล็ก ปลาที่กินทั้งก้าง กุ้งแห้ง เป็นแหล่งของแคลเซียม กินสลับกันไปเรื่อยๆ จะได้ผลัดเปลี่ยนสารอาหารให้คละเคล้าสมดุลพอดี
จาก นิตยสารดวงใจพ่อแม่

Workshop เพื่อสุขภาพ



ร่วมปฏิบัติการ “รักลูก Smart Mom 2010” เวิร์คชอปเพื่อครรภ์คุณภาพ ครั้งที่ 2
เสาร์ที่ 10 กรกฎาคม 2553 ตั้งแต่ 09.00-12.00 น.ห้องประชุมใหญ่ บ.รักลูกกรุ๊ป จำกัด
more info. please see ..

http://www.momypedia.com/activity/upcoming_events/detail.aspx?nws=510

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Incy Wincy Spider

BAMBI New Members Coffee Morning at British Club

June 24th, 2010 BAMBI New Members Coffee Morning at British Club

Note: New Members Coffee Morning will continue in July and August.
If you are new to BAMBI, please come along to meet other members and make some new friends.
Every fourth Thursday of the month at British Club,
189 Surawongse Rd (entrance is via Silom Road, Soi 18)
9:30am-11:30am.
For further information, call Raphaele Borie at newmembers@bambiweb.org.

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

“อาหารเพิ่มพลังชีวิต”

“อาหารเพิ่มพลังชีวิต” บทความในกรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 มีนาคม 2552 โดย : สุมนา ไมซ์เนอร์ ร้าน Ariya Organic Cafe มีเรื่องดีๆที่อยากเอามาฝากนะคะ
“You are what you eat” วลีติดปากที่มักจะบอกกล่าวแก่บรรดาเพื่อนฝูง หรือ ลูกศิษย์ เวลาที่มาขอคำแนะนำดีๆ กับอาหารการกิน ว่ากินอะไรทำให้สุขภาพดี
สุขภาพดี ความเปล่งปลั่งสดใส ทั้งจิตใจและร่างกาย เหล่านี้เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่รับประทานเข้าไป เพราะสิ่งเหล่านั้นจะไปเปลี่ยนเป็นทุกๆ เซลล์ของร่างกาย หากเรียนรู้ที่จะทานอาหารให้เป็นยา โอกาสที่จะพบความเจ็บป่วยแทบจะไม่มีเลย แต่ถ้ามี ร่างกายจะสามารถต่อต้านเชื้อโรค และบำบัดรักษาตัวเองได้ โดยไม่ต้องใช้ยา
และอาหารที่จะยกมาให้รู้จักในวันนี้ ก็คือ...
Raw/Vegan Organic Food อาหารเพิ่มพลังชีวิต ทำให้ดูสดชื่นแจ่มใส มีชีวิตชีวา และสุขภาพดี ได้ทุกๆ วันที่ต้องให้นิยามเช่นนี้ เพราะจากประสบการณ์ที่สั่งสมมานานนับสิบปี ในฐานะผู้สนใจ จนไปศึกษาเล่าเรียนมาจากสถาบันต่างๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นกูรูด้านอาหาร Raw Food ในอเมริกา จนได้กลายเป็นเชฟและผู้ฝึกสอนและเชี่ยวชาญด้านอาหาร Raw Food ในปัจจุบัน
ยิ่งกว่านั้น อาศัยประสบการณ์ตรงจากชีวิต ที่สมัยก่อนเป็นคนสุขภาพไม่ดี จึงเริ่มจากรับประทานอาหารมังสวิรัติก่อน แต่พอได้มารู้จักอาหาร Raw Vegan Food ได้เริ่มหันมาศึกษาและรับประทานไปด้วย ทำให้ได้เห็นถึงความแตกต่าง และอาการของโรคที่เคยเป็นก็ค่อยๆ ทุเลาลง เช่น ซีสต์ที่หน้าอก นิ่วในถุงน้ำดี ฯลฯ ก็หายไปโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้านอารมณ์ก็ดีขึ้นจากที่เป็นคนมักจะหงุดหงิดง่าย ขี้โกรธ แต่กลับเปลี่ยนเป็นอารมณ์สงบขึ้น รู้สึกสดชื่นมาจากภายในร่างกาย และกลับมีพลังชีวิตมากขึ้น
เกริ่นเรื่องส่วนตัวมาพอควรแล้ว มาเริ่มทำความรู้จักกับอาหารสุขภาพเทรนด์ใหม่นี้กันดีกว่า
Raw Food คือ อาหารที่คัดสรรวัตถุดิบที่เป็นออร์แกนิค คือ ปลูกขึ้นตามธรรมชาติ อาทิ ผักสด ผลไม้สด ถั่ว เมล็ดธัญพืช ต้นอ่อนของเมล็ดพืช เช่น ถั่วงอก ข้าวสาลี สาหร่าย ฯลฯ ที่ปราศจากสารพิษและการปรุงแต่งทางเคมี ผ่านกระบวนการผลิตในอุณหภูมิที่ความร้อนไม่เกิน 46 องศาเซลเซียส ไม่มีส่วนผสมของ เนื้อสัตว์ แป้ง น้ำตาล เพื่อคงคุณค่าเอ็นไซน์ของพืชผัก ผลไม้ และ คงคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด อ่านเรื่องราวเต็มๆนี้ได้จาก http://www.bangkokbiznews.com/

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Midwives Information Resource Services | Essence Midwifery Newsletter | Jun 2010 | Results of a controlled trial of epidural morphine analgesia after vaginal delivery - MIDIRS June Digest 2010


Results of a controlled trial of epidural morphine analgesia after vaginal delivery - MIDIRS June Digest 2010
Originally posted on Jun 2010
There has been increasing interest in the use of an epidural for pain relief where major abdominal surgery has been performed.
The Royal College of Nursing (RCN) Research Society recently awarded Dr Fiona Duncan of the University of Salford, the Akinsanya Award 2010 for Innovation in Doctoral Scholarship for her project – Prospective observational study of postoperative epidural analgesia for major abdominal surgery – which discusses whether epidural analgesia provides a suitable form of pain relief following abdominal surgery. This coincides with a recent paper featured in the June 2010 issue of MIDIRS Midwifery Digest, which presents the findings from a randomized controlled trial that looked at the use of this for women undergoing a caesarean section. A brief abstract of the article follows. For details on how to access the complete article visithttp://www.midirs.org/development/midirspodcast.nsf/articleredirect?openform&AN=20100121-43A randomized, double-blind placebo-controlled trial of epidural morphine analgesia after vaginal delivery - Macarthur A, Imarengiaye C, Tureanu L et al. (2010) BACKGROUND: Pain after vaginal delivery can interfere with the activities of daily living. We hypothesized that epidural medication administered after delivery would be of benefit for acute postpartum pain management. The objective of this study was to assess whether epidural morphine after vaginal delivery would reduce the analgesic requirements for perineal pain.

Midwives Information Resource Services Essence Midwifery Newsletter Jun 2010 Results of a controlled trial of epidural morphine analgesia after vaginal delivery - MIDIRS June Digest 2010

วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ประชุมวิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ฝ่ายบริการพยาบาล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะจัดโครงการประชุมวิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 24-25 มิถุนายน 2553 ณ ห้องทองจันทร์หงศ์ลดารมภ์ อาคารเรียนรวมและหอสมุดคณะแพทยศาสตร์ มอ. ค่าลงทะเบียนคนละ 1,700 บาท สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ 0-7445-1147

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Facebook | รูปภาพของ Childbirth Connection - Comfort Measures During Labor - Positions

Position and self helps in labour จาก Childbirth Connection สำหรับช่วยบรรเทาอาการเจ็บคลอดและช่วยให้เลือดไปเลี้ยงลูกและส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างดี จะได้ไม่ต้องใช้ยาให้เป็นอันตราย

รายการบล็อกของฉัน